ทรัมป์สั่งกองทัพประจำการใกล้อิหร่านจนกว่าดีลหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติครบถ้วน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่า เรือ เครื่องบิน และบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ ทั้งหมด จะยังคงประจำการอยู่ในอิหร่านและพื้นที่โดยรอบ จนกว่าข้อตกลงที่บรรลุไว้นั้นจะได้รับการปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน พร้อมกับเตือนว่า การละเมิดข้อตกลงจะนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

“เรือ เครื่องบิน และบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ ทั้งหมด … จะยังคงประจำการอยู่ในอิหร่านและพื้นที่โดยรอบ จนกว่าจะถึงเวลาที่ข้อตกลงที่แท้จริง (REAL AGREEMENT) ที่บรรลุไว้นั้นจะได้รับการปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน” ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ในวันพุธ (8 เม.ย.)

“หากมีเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้ไม่เป็นเช่นนั้น… ‘การยิง’ จะเริ่มขึ้น ซึ่งจะยิ่งใหญ่กว่า ดีกว่า และแข็งแกร่งกว่าที่ใครเคยเห็นมาก่อน” ทรัมป์ระบุ และย้ำว่า มีการตกลงกันแล้วว่าอิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และช่องแคบฮอร์มุซจะต้องเปิดออกและปลอดภัยสำหรับการเดินเรือเชิงพาณิชย์

“ในระหว่างนี้ กองทัพที่ยิ่งใหญ่ของเรากำลังเตรียมยุทโธปกรณ์และพักผ่อน จริง ๆ แล้วก็เพื่อรอคอยการพิชิตครั้งต่อไป” ทรัมป์เสริม และทิ้งท้ายโพสต์ด้วยการประกาศว่า “อเมริกากลับมาแล้ว!” (AMERICA IS BACK!)

ถ้อยแถลงล่าสุดของทรัมป์ มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง ซึ่งช่วยระงับการสู้รบที่ดำเนินมานานถึง 6 สัปดาห์ และเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวขึ้นในช่วงสั้น ๆ ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นว่าการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง

ด้านอิสราเอลสนับสนุนการตัดสินใจของทรัมป์ที่จะระงับการโจมตีต่ออิหร่าน แต่ยืนกรานว่าการหยุดยิงไม่ได้ครอบคลุมถึงเลบานอน พร้อมทั้งเปิดฉากโจมตีเลบานอนอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นในเดือนก.พ. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 182 รายในวันพุธที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การที่อิสราเอลโจมตีเลบานอนอย่างรุนแรงในครั้งนี้ ส่งผลให้อิหร่านไม่พอใจ พร้อมกับส่งสัญญาณว่า เป็นเรื่อง “ไม่สมเหตุสมผล” ที่จะดำเนินการเจรจาเพื่อแสวงหาข้อตกลงสันติภาพที่ถาวรกับสหรัฐฯ ต่อไป ซึ่งตอกย้ำถึงความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิง

ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะพบกันเพื่อเจรจารอบใหม่ ณ กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ในวันศุกร์นี้ (10 เม.ย.)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)