ธนาคารโลกเตือน สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นลูกโซ่

อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลกกล่าวเมื่อวันศุกร์ (10 เม.ย.) ว่า สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม

บังกากล่าวว่า ความเสียหายจะรุนแรงมากขึ้น หากข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลวและความขัดแย้งยกระดับ

บังกากล่าวเมื่อวันอังคาร (7 เม.ย.) ว่า ในกรณีพื้นฐานที่สงครามยุติลงเร็ว การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลง 0.3% ถึง 0.4% และอาจลดลงมากถึง 1% หากสงครามยืดเยื้อ ขณะที่เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้น 2% ถึง 3% และอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์หากสงครามดำเนินต่อไป

ประมาณการพื้นฐานล่าสุดของธนาคารโลกคาดว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาจะอยู่ที่ 3.65% ในปี 2569 เทียบกับ 4% ในเดือนต.ค. และอาจลดลงต่ำสุดถึง 2.6% ในกรณีเลวร้ายที่สงครามยืดเยื้อ ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศเหล่านี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.9% ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าที่ 3% และในกรณีรุนแรงที่สุด เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงถึง 6.7%

สงครามดังกล่าวซึ่งคร่าชีวิตผู้คนหลายพันรายทั่วตะวันออกกลาง ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 50% พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ฮีเลียม และสินค้าอื่น ๆ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางทางอากาศ

ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ที่ประกาศโดยทรัมป์ยังคงเปราะบาง โดยอิสราเอลและอิหร่านยังคงโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านระบุเมื่อวันศุกร์ว่า ทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดต้องได้รับการปลดล็อก และต้องมีการหยุดยิงในเลบานอนก่อนที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกำหนดในวันนี้ (11 เม.ย.) ที่ปากีสถาน จะสามารถดำเนินต่อไปได้ ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า เรือรบสหรัฐฯ กำลังถูกบรรจุอาวุธใหม่ เผื่อกรณีการเจรจาล้มเหลว

“คำถามที่แท้จริงคือ สันติภาพในปัจจุบันและการเจรจาที่จะมีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหรือไม่”

“หากไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว และหากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง สิ่งนั้นจะส่งผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น หรือส่งผลกระทบในระยะยาวมากขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหรือไม่” บังกากล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 เม.ย. 69)