
นายสมชาย สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจน้ำตาล บมจ.เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น [KTIS] กล่าวว่า ปริมาณผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายหลังการปิดหีบอ้อยในฤดูการผลิตปี 68/69 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบรวม 3 โรงงานจำนวน 7.5 ล้านตัน มากกว่าปีก่อนที่ได้อ้อยรวม 6.4 ล้านตัน และผลิตเป็นน้ำตาลทรายได้ 8.3 ล้านกระสอบ สูงกว่าปีก่อนที่ได้น้ำตาลทราย 6.7 ล้านกระสอบ ซึ่งเป็นปริมาณน้ำตาลทรายที่เพิ่มขึ้นถึง 23.9%
“ปริมาณน้ำตาลทรายที่เพิ่มขึ้นมาก จะทำให้มีรายได้จากสายธุรกิจน้ำตาลเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น เมื่อเข้าหีบแล้วจะได้ชานอ้อยที่เป็นวัตถุดิบของสายธุรกิจชีวภาพมากขึ้น ทั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล การผลิตเยื่อกระดาษชานอ้อย และบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อยบริสุทธิ์ 100% ดังนั้น รายได้จากสายธุรกิจชีวภาพก็จะมากกว่าปีก่อนด้วย จึงมั่นใจว่า ในปี 69 นี้ ผลประกอบการจะดีขึ้นกว่าปี 68 อย่างมีนัยสำคัญ” นายสมชาย กล่าว
นอกเหนือจากปริมาณอ้อยและน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นแล้ว กลยุทธ์สำคัญที่กลุ่ม KTIS นำมาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้คือการปรับปรุงกระบวนการผลิตภายในโรงงานน้ำตาลและโรงงานต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นไปที่การลดการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูง การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาควบคุมการหีบอ้อยเพื่อให้ได้น้ำอ้อยสูงสุด และการปรับปรุงหม้อต้ม (Boiler) ให้สามารถดึงความร้อนกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ การลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและไอน้ำในกระบวนการผลิตน้ำตาลไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) แต่ยังลดการใช้ชานอ้อยที่จะนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิง และสามารถนำชานอ้อยนั้นไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับสายธุรกิจเอทานอล ได้รับผลดีจากการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนการใช้เอทานอลเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่กลั่นจากน้ำมันดิบที่มีปัญหาการนำเข้าเนื่องจากวิกฤติในช่องแคบฮอร์มุซ และคาดการณ์ว่า การส่งเสริมสนับสนุนการใช้เอทานอลนี้จะต่อเนื่องไปในระยะยาว ทำให้ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลของกลุ่ม KTIS ในปี 69 นี้มีแนวโน้มที่ดีด้วย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 เม.ย. 69)





