
อาราฟัต อัสฟูร์ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมปาเลสไตน์ เปิดเผยในวันอาทิตย์ (19 เม.ย.) ว่า ทางการอิสราเอลกำลังสกัดกั้นการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากเขตเวสต์แบงก์สู่เยรูซาเล็มตะวันออก พร้อมเตือนว่า อาจมีมาตรการตอบโต้ในลักษณะเดียวกันหากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว
อัสฟูร์เปิดเผยผ่านสถานีวิทยุวอยซ์ ออฟ ปาเลสไตน์ (Voice of Palestine) ว่า อิสราเอลได้เริ่มปิดกั้นการขนส่งผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์แปรรูป และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ เข้าสู่เยรูซาเล็มตะวันออก
อัสฟูร์ยืนยันว่า บริษัทต่าง ๆ ของปาเลสไตน์มีสิทธิอันชอบธรรมในการนำสินค้าเข้าเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนปาเลสไตน์ภายใต้ความตกลงปารีสว่าด้วยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ (Paris Economic Agreement) ปี 2537 ซึ่งลงนามโดยองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) และอิสราเอล เพื่อควบคุมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่าย
อัสฟูร์ชี้ว่า มาตรการของอิสราเอลนั้น “มีแรงจูงใจทางการเมือง” โดยระบุว่า อิสราเอลต้องการให้ปาเลสไตน์ยื่นขออนุมัตินำเข้าในฐานะ “สินค้าส่งออก” ซึ่งจะเท่ากับเป็นการยอมรับโดยนัยว่า เยรูซาเล็มตะวันออกอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล
นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาอิสราเอลว่าบิดเบือนประเด็นทางเศรษฐกิจ เพื่อบีบคั้นบริษัทปาเลสไตน์และใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมือง
อัสฟูร์ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลปาเลสไตน์กำลังประสานงานกับหน่วยงานในท้องถิ่นและองค์กรระหว่างประเทศเพื่อคัดค้านมาตรการดังกล่าว แต่ก็ได้ขู่ว่าจะดำเนินมาตรการตอบโต้ โดยระบุว่า ”เราจะตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกันผ่านการสั่งระงับสินค้าจากอิสราเอลไม่ให้เข้าสู่ตลาดปาเลสไตน์”
เขายังแสดงความหวังว่า จะมีการหาข้อยุติได้ในเร็ววัน พร้อมเสริมว่า ”เราไม่ต้องการเข้าสู่สงครามการค้า เพราะจะนำไปสู่ความสูญเสียมหาศาล อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตปาเลสไตน์ถูกบีบบังคับให้ต้องเผชิญกับความขัดแย้งดังกล่าว เราก็จำเป็นต้องดำเนินการตามความเหมาะสม”
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากฝั่งอิสราเอลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ปาเลสไตน์มีความตั้งใจจะให้เยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวงของตนในอนาคต ขณะที่อิสราเอลยืนกรานว่า เยรูซาเล็มที่รวมเป็นหนึ่งคือเมืองหลวงของตน โดยอิสราเอลได้เข้ายึดครองเยรูซาเล็มตะวันออกในปี 2510 ซึ่งประชาคมโลกไม่ให้การยอมรับ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)





