AI จ่อแทนที่แรงงานออฟฟิศอังกฤษ ซ้ำเติมวิกฤตว่างงานเด็กจบใหม่หนักสุดในรอบ 10 ปี

ผู้บริหารภาคธุรกิจในอังกฤษคาดว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานโดยรวมลดลงในช่วงทศวรรษหน้า โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด

ผลสำรวจของเอคเซนเชอร์ (Accenture) ระบุว่า ราวครึ่งหนึ่งของผู้บริหารกังวลว่าจะเกิดการสูญเสียตำแหน่งงานสุทธิทั่วทั้งเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นจากราวหนึ่งในสาม เมื่อเทียบกับสองปีก่อน พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงของวงจรเลวร้าย หากผู้บริหารมองว่าแรงงานจะถูกแทนที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จะยิ่งลดแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน

กลุ่มเยาวชนถูกมองว่าเผชิญความเสี่ยงมากที่สุด โดยสัดส่วนผู้บริหารที่เชื่อว่า AI จะเพิ่มความต้องการแรงงานระดับเริ่มต้น ลดลงเหลือเพียง 15% จาก 40% เมื่อเทียบกับสองปีก่อน ขณะที่เกือบ 40% คาดว่า AI จะลดความต้องการแรงงานกลุ่มนี้ เพิ่มขึ้นจากประมาณหนึ่งในห้า

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งกดดันปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาว ซึ่งกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนสำหรับ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ หลังอัตราการว่างงานในกลุ่มอายุ 16-24 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ ท่ามกลางต้นทุนการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบจากเทคโนโลยีต่อภาคงานออฟฟิศ

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาว ซึ่งกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนสำหรับเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ หลังอัตราการว่างงานในกลุ่มอายุ 16-24 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ จากต้นทุนการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบของเทคโนโลยีต่อภาคงานออฟฟิศ

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า พนักงานในอังกฤษกำลังนำ AI มาใช้ในการทำงานอย่างรวดเร็ว โดยเกือบ 20% ใช้ generative AI เป็นประจำทุกวัน เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับสองปีก่อน

ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจยังปรับตัวได้ล่าช้า ส่งผลให้การใช้ AI ยังไม่สะท้อนในตัวเลข GDP ในระยะสั้น เนื่องจากการใช้งานยังจำกัดอยู่ในงานย่อย มากกว่าจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการหลัก อีกทั้งองค์กรยังไม่ได้ปรับระบบและเวิร์กโฟลว์เพื่อรองรับอย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนช่องว่างมุมมองระหว่างพนักงานกับผู้บริหาร โดยพนักงานมอง AI เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพงาน ขณะที่ผู้บริหารมุ่งใช้เพื่อลดต้นทุนมากกว่าการสร้างรายได้

การวิเคราะห์ซึ่งครอบคลุม 17 อุตสาหกรรมพบว่า AI มีศักยภาพในการเพิ่มรายได้มากกว่าการลดต้นทุนแรงงานมากกว่าสองเท่า โดยกลุ่มพลังงาน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และค้าปลีก เป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์สูงสุด

ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำจากพนักงาน 2,085 คน และผู้บริหาร 510 คน ในอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ ระหว่างเดือนก.พ.ถึงมี.ค.ที่ผ่านมา

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)