
ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างเมตา (Meta Platforms) และไมโครซอฟท์ (Microsoft) เดินหน้าปรับลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและโยกงบประมาณไปทุ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการดึงตัวผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเมตาเตรียมเลิกจ้างพนักงานราว 10% ขณะที่ไมโครซอฟท์เปิดโครงการเกษียณอายุโดยสมัครใจให้กับพนักงานในสหรัฐฯ ตามรายงานของสื่อหลายสำนักเมื่อวันพฤหัสบดี (23 เม.ย.)
สำหรับการเลิกจ้างของเมตาจะส่งผลกระทบต่อพนักงานราว 8,000 ตำแหน่ง จากจำนวนพนักงานทั้งหมด 78,865 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568) โดยบริษัทระบุในรายงานประจำปีและเอกสารผลประกอบการว่า ยังคงมุ่งเน้นให้ “การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” พร้อมกับลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่าในปี 2569 จะมีรายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditures) สูงถึง 1.15-1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นนี้จะนำไปใช้สนับสนุนโครงการเมตา ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ แล็บส์ (Meta Superintelligence Labs) และธุรกิจหลักของบริษัท
ส่วนทางด้านไมโครซอฟท์นั้น เอมี โคลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ได้เสนอโครงการเกษียณอายุโดยสมัครใจแบบจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว ให้แก่พนักงานในสหรัฐฯ ที่ทำงานมาอย่างยาวนาน ซึ่งคาดว่าจะมีพนักงานได้รับสิทธินี้หลายพันคน จากจำนวนพนักงานประจำทั้งหมดของบริษัทที่มีอยู่ราว 228,000 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2568) โดยในจำนวนนี้เป็นพนักงานในสหรัฐฯ 125,000 คน
นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างเต็มกำลัง โดยในการแถลงผลประกอบการไตรมาส 2 ของปีงบการเงิน 2569 เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา บริษัทเปิดเผยว่ามีการใช้จ่ายฝ่ายทุนสูงถึง 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว ซึ่งราว 2 ใน 3 ของงบประมาณดังกล่าวถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานสั้น โดยเฉพาะ GPU และ CPU
ความเคลื่อนไหวของทั้งสองบริษัทสะท้อนให้เห็นว่า บรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังเร่งปรับโครงสร้างบุคลากรและลดต้นทุน เพื่อนำทรัพยากรไปทุ่มเทให้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน และการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI แทน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 เม.ย. 69)





