
นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการออกมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชนจำกัดการใช้พลังงาน แม้จะมีความไม่แน่นอนด้านอุปทานน้ำมันจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเธอระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ควรที่จะต้องหยุดชะงัก
ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านอุปทานพลังงาน หลังจากการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่เปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียที่ขาดแคลนทรัพยากรต่างออกมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิง
“ดิฉันไม่เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือสังคมควรจะต้องหยุดชะงัก ณ จุดนี้” นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาในวันนี้ (27 เม.ย.) เพื่อตอบข้อซักถามจากสส.ฝ่ายค้านเกี่ยวกับความจำเป็นในการดำเนินมาตรการฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ
นายกฯ ญี่ปุ่นกล่าวเสริมว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ท่าทีของผู้นำญี่ปุ่นแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน อาทิ เกาหลีใต้ ซึ่งขอความร่วมมือให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน ขณะที่มาเลเซียส่งเสริมนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง
สำหรับมาตรการทางการเงิน นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หลังจากที่รัฐสภาเพิ่งผ่านร่างงบประมาณประจำปี 2569 วงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 122.31 ล้านล้านเยน (ประมาณ 7.68 แสนล้านดอลลาร์) เมื่อต้นเดือนเมษายน โดยรัฐบาลสามารถดึงงบประมาณสำรองมาใช้จ่ายได้ทันทีหากมีความจำเป็นในการตอบสนองสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นอย่างยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)





