MAGURO พลิกเกมสู้เศรษฐกิจชูกลยุทธ์ Everyday Dining ออกเมนูใหม่ทุกแบรนด์เน้น”คุ้มค่า เข้าถึงง่าย”

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บมจ.มากุโระ กรุ๊ป [MAGURO] เปิดเผยว่า “แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันจะชะลอตัว ด้วยหลากหลายปัจจัยจากสถานการณ์โลก ซึ่งทำให้ผู้บริโภครัดเข็มขัด และเลือกการบริโภคที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงเดินหน้าแผนการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้สอดรรับต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเน้นการพัฒนาเมนูใหม่ที่ตอบโจทย์การรับประทานได้บ่อยในชีวิตประจำวัน (Everyday Dining) ในราคาที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มแมส และเพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้บริการซ้ำ โดยยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพอาหารและประสบการณ์การรับประทานในแบบฉบับของแต่ละแบรนด์

โดยเฉพาะ MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่น และ ซูชิระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านแบรนด์ เรือธงของบริษัทฯ ซึ่งยังเดินหน้าสร้างสีสันใหม่ให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงานพนักงานออฟฟิศ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองมากขึ้น ผ่านการเปิดตัว เมนูซีรีส์ “Irodori Kaiseki” ซึ่งเปิดตัวในช่วง ปลายปีที่ผ่านมา และได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคจนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ และโซเชียลมีเดียในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยการนำเสนอเมนูที่โดดเด่นทั้งรสชาติ ความสวยงาม ราคาที่คุ้มค่า

เมนูซีรีส์ “Irodori Kaiseki” เซตเริ่มต้นเพียง 280 บาท เสิร์ฟครบทั้งข้าวญี่ปุ่น ซาชิมิ เครื่องเคียง และซุปกลมกล่อม แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ในแต่ละเซต ด้วยวัตถุดิบคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น Akami Bluefin, Akami Yellowfin Chutoro, Otoro หรือปลาดรายเอจตามฤดูกาล เป็นการยกระดับประสบการณ์การรับประทานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การแชร์ บนโซเชียล ทำให้ “IrodoriKaiseki” กลายเป็นหนึ่งในเมนูใหม่ ที่ติดอันดับเมนูขายดีของแบรนด์อย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยยังคงภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมียมที่เข้าถึงได้

นอกจากนี้ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “IPPE KOPPE (อิปเปะ คปเปะ)” ร้านผู้เชี่ยวชาญด้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับ (Curry & Katsudon Senmonten) ที่ติดอันดับ 1 ใน 100 ร้านแกงกะหรี่ใน Tabelog ถึง 6 สมัย เปิดให้บริการครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีจุดเด่นที่แตกต่างจาก แกงกะหรี่ญี่ปุ่นทั่วไปด้วยแนวคิดการพัฒนา “แกงกะหรี่ที่ยกระดับทงคัตสึได้ดีที่สุด” ผ่านการออกแบบรสชาติ ให้สมดุล และส่งเสริมกันอย่างลงตัว และอีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญคือ ราคาที่จับต้องได้และคุ้มค่า ในเมนูราคา เริ่มต้นเพียง 169 บาท โดยเปิดเป็นสาขาแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ขณะเดียวกันได้เปิดร้าน “BINCHO (บินโช)” ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านแบบญี่ปุ่นดั่งเดิม สาขาที่ 2 ที่ One Bangkok มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การนำเสนอเมนูอาหารด้วยวิถีแห่ง Washoku ที่เน้นความพิถีพิถันในทุก รายละเอียด ซึ่งอาหารทุกจานจากวัตถุดิบหลัก อาทิ ไก่ หมู เนื้อวัว และอื่นๆ โดยเฉพาะปลา ที่คัดสรรปลา พิเศษนำเข้าจากญี่ปุ่น นำมาย่างบนถ่านบินโชตัน ถ่านไม้คุณภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น ที่ไร้ควันและมี กลิ่นหอมบาง ๆ ย่างด้วยไฟใช้อุณหภูมิที่แม่นยำทุกองศา เมนูอาหารเซ็ตราคาเริ่มต้นเพียง 190 บาท อยู่ที่ One Bangkok ชั้น 1 ตึก The Storeys และสาขาแรกที่ชั้น 1 ศูนย์การค้า เมกาบางนา

นอกจากนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ภายใต้ MAGURO Group ทั้ง HITORI SHABU, MAGURO ที่ยังเดินหน้า พัฒนาเมนูเข้าถึงง่าย ต่อยอดจาก “Irodori Set” เมนูฮิตที่เป็นกระแสบนโซเชียล ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 280 บาท, SSAMTHING TOGETHER พร้อมเปิดตัวเมนูใหม่กว่า 8 เมนู ในราคาเริ่มต้น 129 บาท สำหรับหมวดซีฟู้ด, Tonkatsu AOKI เปิดตัวเมนูซีรีส์ใหม่ Katsudon ราคาเริ่มต้น 169 บาท, CouCou ปล่อยเมนูใหม่ American x Japanese Fusion ที่กำลังมาแรง ในราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 190 บาท และ KIWAMIYA ต่างทยอยพัฒนาเมนูใหม่ โปรโมชั่นและเซ็ตอาหาร ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองมากขึ้น โดยเน้นความสะดวก รวดเร็ว และราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานอาหารคุณภาพดี ได้ในทุกวัน ไม่จำกัดเฉพาะโอกาสพิเศษ

“MAGURO Group เชื่อมั่นว่าการปรับกลยุทธ์ครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ทุกแบรนด์ในเครือ สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งผู้บริโภคยังพร้อมใช้จ่าย หากสินค้านั้นมีความคุ้มค่าอย่างแท้จริงและสร้างการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตกว่า 30% พร้อมแผนขยายสาขาเพิ่มกว่า 20 ร้าน รวมเป็นกว่า 73 ร้านภายในสิ้นปี” นายจักรกฤติ กล่าวสรุป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)