
นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า วิกฤตการณ์ด้านราคาพลังงานโลกจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจแย่ลง และอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งจากกรณีฐาน (Base Case) ที่ กนง. ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะยุติลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยคาดว่าจากกรณีนี้เศรษฐกิจไทยปี 69 จะยังขยายตัวได้ 1.5% นั้น ถือว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรง และจะค่อยเริ่มคลี่คลายในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 โดยในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อาจจะสูงขึ้นไปชนกรอบบนของเป้าหมายที่ระดับ 3% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนจะทยอยปรับลดลง
“ช็อคครั้งนี้เป็น stagflation อยู่แล้ว เพราะทำให้เศรษฐกิจแย่ลง และเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่กรณีฐานที่เรามอง ยังไม่รุนแรง เงินเฟ้อขึ้นไป แล้วก็ลงมา ส่วนเศรษฐกิจที่ 1.5% ก็ยังไม่ได้รวมมาตรการภาครัฐด้วยซ้ำ ดังนั้น Stagflation ไม่ต้องกังวล” เลขานุการ กนง. ระบุ
ขณะที่ในกรณีเลวร้ายสุด (Worst Case) ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ไม่มากนั้น กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะหดตัวต่ำกว่า -1% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไป สูงเกินกว่า 5%
“กรณี worst case นี้ มองว่าความเป็นไปได้มีไม่สูง ดังนั้น แนวนโยบายในปัจจุบัน ถือว่าเพียงพอต่อการดูแลเศรษฐกิจ แต่เมื่อถึงเวลาเราก็ใช้ data dependent พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายตามบริบทของเศรษฐกิจ” นายดอน กล่าว
ทั้งนี้ จากประมาณเศรษฐกิจไทยปี 69 ที่ กนง.คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% นั้น ยังไม่ได้รวมผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะออกมา และประเมินเบื้องต้นว่าจะใช้เม็ดเงินราว 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้เพิ่มขึ้นอีกราว 0.5-0.7% จากกรณีฐาน
อย่างไรก็ดี คงต้องรอพิจารณาในรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาด้วย ว่าจะเน้นในเรื่องของการบริโภค หรือการลงทุน ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นเรื่องการบริโภค ในระยะสั้นอาจจะเห็นผลได้ชัดเจน แต่ไม่มีผลในระยะยาว ในทางกลับกัน หากใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นเรื่องการลงทุน ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระยะยาว เพียงแต่ในระยะสั้นจะเห็นผลได้น้อยกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะเลือกชั่งน้ำหนักอย่างไร
“ในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงยังมีอยู่สูง ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะใช้แบบทยอยออกมาช่วงหนึ่งก่อน ไม่ได้ออกมาเยอะหรือเปล่า เพราะต้องรักษาพื้นที่ทางการคลังไว้รองรับ risk ในอนาคต เราจึงมองว่า 3 แสนล้านบาท เป็นตัวเลขกลาง ๆ ที่รัฐบาลจะใช้ เพราะหากขึ้นไป 4-5 แสนล้านบาท อาจจะทำให้ชนเพดานหนี้สาธารณะ” นายดอน ระบุ
เลขานุการ กนง. ยอมรับว่า ที่ผ่านมา กนง. ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากที่สุด แต่ขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางจะมีปัญหา จึงมองข้ามการที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าการที่เงินเฟ้อสูงจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราว อีกทั้งเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และยังสามารถ Wait and See ได้
อย่างไรก็ดี หากมองว่าการที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว จะทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่นั้น นายดอน ยอมรับว่า ใช่ แต่ก็ไม่อยากเห็นการตีความว่าไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพราะไม่ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อ เพียงแต่ขณะนี้ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อยังสามารถมองข้ามได้ และต้องพร้อมจะปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสม หากในอนาคตเกิดสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
“ถ้ามองเงินเฟ้อเป็นสรณะ ก็ต้องขึ้น (ดอกเบี้ย) แล้ว…คงต้องดูว่าคนตีความว่าแบงก์ชาติไม่มองเงินเฟ้อเลยหรือเปล่า นี่เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิด เรามองว่า ณ จุดนี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อเราสามารถมองข้ามได้ แต่ต้องติดตามใกล้ชิด หากไม่เป็นไปตามที่เราคาด ก็ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสม” เลขานุการ กนง.กล่าว
นายดอน ย้ำว่า การที่ กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบนี้ เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ภายใต้เงื่อนไขของสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็มีความเสี่ยง ในขณะที่การลดดอกเบี้ยก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
“ทั้งขึ้น ทั้งลงตอนนี้ มีต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจทั้งคู่ ดังนั้น กนง.จึงมองว่า นโยบายตอนนี้ยังมีความเหมาะสม เพียงแต่ในอนาคต เราปิดประตูอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ขึ้นกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ว่าอนาคตจะมีความเสี่ยงด้านไหนมากกว่ากัน ระหว่างด้านเงินเฟ้อ กับด้านเศรษฐกิจ” นายดอน ระบุ
พร้อมเห็นว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากวิกฤตด้านพลังงาน จะต้องผสมผสานการใช้นโยบายทั้งด้านการเงิน และด้านการคลัง โดย ธปท.ได้พยายามกระตุ้นธนาคารพาณิชย์ให้ออกมาตรการช่วยเหลือดูแลลูกค้า ทั้งในกลุ่มที่เพิ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์พลังงานในครั้งล่าสุด และกลุ่มที่ประสบปัญหามาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)





