
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า การศึกษาโครงการ “แลนด์บริดจ์” ของคณะกรรมการชุดที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังเป็นประธาน จะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณาด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข.ได้มีรายงานฉบับเดิม และรายงานฉบับใหม่ ซึ่งในรายงานฉบับใหม่นี้ ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย
โดยที่ผ่านมา โครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมทีมีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าว จะทำให้มีการขนส่งน้ำมันและก๊าซในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุด จะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก และการขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น
ส่วนข้อเสนอให้ทำเฟสย่อยของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อนนั้น รมช.คมนาคม กล่าวว่า ข้อเสนอต่าง ๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากในการลงทุน รัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติ หรือนักลงทุนจากไทย สามารถเป็นเอกชนรายใดก็ได้ที่มีความสนใจในโครงการนี้ โดยรัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบใด
“การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย” นายสิริพงศ์ กล่าว
สำหรับข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อม 2 ฝั่งทะเล เหมือนเช่นคลองปานามาหรือไม่นั้น รมช.คมนาคม กล่าวว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์มากกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 9 แสนล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยต้องใช้เงินลงทุนถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อพิจารณาความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแล้ว จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า
ส่วนจะเป็นการปิดประตู “โครงการคลองไทย” เลยหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน เท่าที่ได้เปรียบเทียบกันระหว่าง 2 โครงการจะพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย จะถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)





