
น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น มากขึ้น และนานขึ้น โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีปัญหาหนี้สิน ซึ่งถือเป็นปัญหาระดับประเทศ เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยไหน รายจ่ายของคนไทยก็มีมากกว่ารายได้
ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และ 50% ของคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปีก็เริ่มเป็นหนี้แล้ว และในจำนวนนี้เป็นหนี้เสีย (NPL) แล้ว 1 ใน 5 นอกจากนี้ ในคนไทย 21 ล้านคนที่เป็นหนี้ พบว่าเป็นหนี้เสียถึง 3 ล้านคน หรือคิดเป็น 16% ที่เป็นหนี้เสีย อีกทั้งพบว่า คนที่อยู่ในวัยเกษียณแล้ว ก็ยังคงมีหนี้อยู่ โดยในคนที่อายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยคนละ 453,438 บาท และคนที่อายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ยคนละ 287,932 บาท
โฆษก ธปท. กล่าวว่า ภาพรวมหลายประเทศมีหนี้ครัวเรือนสูง ส่วนหนี้ของคนไทยจะเป็นหนี้สร้างรายได้ สินทรัพย์ ดังนั้นการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าสามารถบริหารจัดการได้ เช่น การซื้อบ้าน หนี้บ้านมีอยู่ที่ 30% แต่ประเทศอื่นอยู่ในระดับสูงกว่าไทย ส่วนการเป็นหนี้ที่น่ากังวล คือ หนี้อุปโภค-บริโภค หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้รถยนต์ (ขึ้นอยู่วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้) ส่วนในประเทศอื่นจะมีไม่มาก ดังนั้นจึงทำให้ปัญหาหนี้ของคนไทยแก้ไขได้ยากกว่า เพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ได้สร้างรายได้ หรือไม่ได้เป็นหนี้จากการซื้อสินทรัพย์
สำหรับวิธีการแก้หนี้ จะเริ่มด้วยตนเอง ด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขายทรัพย์สิน หาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่ามาโปะหนี้ดอกสูง เช่น หนี้นอกระบบ ติดต่อเจ้าหนี้โดยตรง เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ขยายเวลาชำระหนี้ การเปลี่ยนประเภทหนี้จากหนี้หมุนเวียน เป็นหนี้ที่มีระยะเวลา ขอลดดอกเบี้ย ขอผ่อนแบบขั้นบันได ขอส่วนลดปิดบัญชี และหาตัวช่วยเพิ่มเติม เช่น มาตรการแก้หนี้ ธปท. ติดต่อช่องทางแก้หนี้ ร่วมมหกรรมแก้หนี้ เป็นต้น
“คนมีหนี้เสีย กู้ 3,000 บาท เป็นบัตรกดเงินสด ปล่อยให้เป็น NPL แต่ไม่ว่าเป็นหนี้เสียกี่บาทก็ตาม ผ่อนต้นหมด แต่ผ่อนดอกเบี้ยไม่หมด ก็เป็นหนี้เสีย พบเป็นประวัติหนี้เสีย ถ้าระยะข้างหน้า ต้องการเงินสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ที่สำคัญต้องการเจรจาคุยเจ้าหนี้” น.ส.ชญาวดี กล่าว
พร้อมระบุว่า การแก้หนี้ที่ผ่านมามีทั้ง ปิดหนี้ไว ไปต่อได้, คลินิกแก้หนี้, ทางด่วนแก้หนี้ และหมอหนี้เพื่อประชาชน ตัวอย่าง กู้ 30,000 บาท ดอกเบี้ย 20,000 บาท รวมเป็น 50,000 บาท เกณฑ์คือมีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทเข้าเกณฑ์ปิดหนี้ไวไปต่อได้ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท (SAM)
ทั้งนี้ ถ้ายอดหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 50,000 บาท ทางเลือกแรก จ่ายเพียง 50% คือ 15,000 บาท สามารถปิดบัญชีจบหนี้ทันที แต่ถ้าเลือกผ่อนชำระ จ่าย 70% เหลือ 21,000 บาท ผ่อนเดือนละ 583 บาท 36 งวด ปิดจบหนี้ได้ โดยกลุ่มนี้มีจำนวน 1 ล้านบัญชี และยังหาลูกหนี้ไม่เจอในบางราย ส่วนโครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM ต้องมีหนี้ไม่เกิน 2 ล้านบาท (หนี้เสียค้าง 120 วันขึ้นไป) จะได้รับสิทธิดอกเบี้ย 3-5% ต่อปี นาน 10 ปี
นอกจากนี้ ยังมีทางด่วนแก้หนี้ ธปท.จะช่วยตามหนี้ได้ เมื่อธนาคาร เจ้าหนี้ไม่ประสานงาน เงียบหาย ไม่ติดต่อกลับ แต่ลูกหนี้ต้องมาติดต่อเจ้าหนี้ก่อน และมาตรการหมอหนี้ประชาชน ให้คำปรึกษาแก้หนี้ทุกประเภท ส่วนการแก้หนี้นอกระบบ มีวิธีการแก้ไขปัญหาคือช่วยไกล่เกลี่ย เลือกเจรจาเจ้าหนี้ และหาเงินมาปิดหนี้จากการขอสินเชื่อในระบบธนาคาร
พร้อมแนะแนวทางการ “ใช้เงินเป็น” ดังนี้
– ใช้ให้ช้า / ใช้เวลาก่อนใช้เงิน โดยไม่ตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์ คิดก่อนเสมอว่าจำเป็นหรือไม่
– ใช้ให้ชนะ เปรียบเทียบราคา-ความคุ้มค่า ก่อนตัดสินใจซื้อ รวมทั้งเปรียบเทียบช่องทาง-วิธีการจ่ายเงิน
– ใช้ให้รู้ทัน ด้วยการพิจารณาว่าเป็นของที่จำเป็นต้องซื้อจริง ๆ หรือโดนโปรโมชันหลอกให้ซื้อเยอะ ซื้อเร็วกว่าที่จำเป็น
– ใช้ให้แคร์อนาคต ซึ่งต้องมั่นใจว่าจ่ายไหวอย่างต่อเนื่อง จัดสรรการใช้เงินด้วยแผนใช้เงิน เช่น ใช้จ่ายประจำวัน, เก็บออม, ชำระหนี้
ทั้งนี้ จากรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงินของไทย ปี 2567 มีข้อมูลพบว่า 91.5% ของคนไทย ตอบว่า “มีเงินออม” โดย 23.7% ตอบว่า มีเงินออมฉุกเฉินที่เหมาะสม (อยู่ได้ 6 เดือนขึ้นไป) หากขาดรายได้กะทันหัน ในขณะที่ 14% ตอบว่า วางแผนเกษียณ และสามารถทำได้จริงตามแผน ซึ่งทำให้เห็นว่า ครัวเรือนไทยมีการออมเงินเพิ่มขึ้น แต่เงินออมเผื่อฉุกเฉิน และการออมเงินเผื่อเกษียณที่ทำได้จริง ยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างช้า ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะตัว แต่สะท้อนถึงพฤติกรรมทาการเงินด้านอื่น ๆ รวมถึงการตัดสินใจก่อหนี้ และการบริหารจัดการหนี้สินด้วย
น.ส.ชญาวดี กล่าวด้วยว่า ธปท. ยังมีความกังวลในเรื่องบริการซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (Buy Now Pay Later : BNPL) เพราะมองว่าเป็นการให้สินเชื่อได้ง่าย เนื่องจากรู้จักผู้กู้จากการเป็นสมาชิกแพลตฟอร์ม ดูพฤติกรรมรูปแบบการซื้อ ส่วนวงเงิน ขึ้นอยู่กับเครดิตของผู้กู้ และทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนเปลี่ยนไป
“พฤติกรรมการใช้จ่ายผิดเพี้ยนไป เมื่อเห็นตัวเลขราคาที่ต้องจ่าย ส่งผลกระตุ้นการใช้จ่ายกับสินค้าไม่จำเป็น สินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มมากขึ้นโดยอัตโนมัติ และมักจำยอดราคาเต็มไม่ได้ จำไม่ได้ว่าต้องผ่อนกี่เดือน ผ่อนมาแล้วกี่เดือน ระวังเป็น Pain Later อาจกลายเป็นภาระที่เจ็บปวด ทั้งไม่กี่ร้อย หลาย ๆ รายการ รวมแล้วหลายหมื่น สร้างหนี้โดยไม่จำเป็น ของเล็ก ๆ น้อย ๆ บริหารจัดการด้วยรายได้ของตนเองดีกว่า” โฆษก ธปท.กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)





