
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.37 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากปิดวันที่ระดับ 32.40 บาท/ดอลลาร์
โดยตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทนั้น การเคลื่อนไหวที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้
“ระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ รวมถึงแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน” นายพูน กล่าว
พร้อมกันนี้ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนเม.ย. และติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน หลังอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุด เร่งตัวสูงขึ้นกว่าคาด อีกทั้งรอติดตามการเจรจา Trump-Xi summit ควบคู่ไปกับการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
นายพูน มองกรอบเงินบาทวันนี้ จะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.50 บาท/ดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญ
- เงินเยน อยู่ที่ระดับ 157.67 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานที่ระดับ 157.56 เยน/ดอลลาร์
- เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1736 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานที่ระดับ 1.1748 ดอลลาร์/ยูโร
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของ ธปท.อยู่ที่ระดับ 32.366 บาท/ดอลลาร์
- ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ สทท. เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลพิจารณาปรับลดระยะเวลาการอยู่แบบฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เพื่อแก้ปัญหาทุนเทาและนักท่องเที่ยวทำผิดกฎหมายในประเทศว่า สทท. พร้อมสนับสนุนมาตรการปรับลดระยะเวลาการอยู่แบบฟรีวีซ่า และมั่นใจว่าการลดระยะเวลาฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน จะไม่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แต่อย่างใด เพราะพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะใช้เวลาพักในประเทศไทยไม่เกิน 1-2 สัปดาห์เท่านั้น
- “เอกนิติ” คอนเฟิร์มคนละครึ่ง-บัตรคนจน ชงชุดใหญ่เข้า ครม.สัปดาห์หน้า พร้อมแผนปรับหนี้สาธารณะ 2.2 แสนล้าน เดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แจงเหตุผลรับมือวิกฤติ ทำควบคู่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ขณะที่หอการค้าไทยคาดมาตรการเติมเงินไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดันเงินหมุนเวียนระบบ 2 แสนล้าน
- สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านซึ่งล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ยังไม่มีวี่แววว่าจะหาข้อยุติได้ในระยะอันใกล้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะที่เปราะบางอย่างมาก พร้อมกับปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการยุติสงคราม โดยข้อเสนอเหล่านี้รวมถึงการที่อิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ชดเชยความเสียหายจากสงคราม ยอมรับอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ยุติมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และยกเลิกการอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน
- รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้ตกลงร่วมกันระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อเดือนเม.ย.ว่า จะไม่อนุญาตให้ประเทศใดเรียกเก็บค่าผ่านทางสำหรับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (12 พ.ค.) หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย
- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (12 พ.ค.) โดยตลาดถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นหลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจหยุดชะงัก ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น และอาจผลักดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- นักลงทุนกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อสูงอาจผลักดันให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2566 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.7% หลังจากที่เพิ่ม 3.3% ในเดือนมี.ค.
- เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 30.5% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นจาก 21.5% ที่ให้น้ำหนักในวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 พ.ค.)
- นักลงทุนจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 14-15 พ.ค. โดยผู้นำทั้งสอง จะหารือกันเพื่อคลี่คลายประเด็นต่าง ๆ รวมถึงประเด็นภาษีศุลกากรฐ ความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน, ความเป็นไปได้ที่จีนจะเข้ามาบทบาทในการเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน และการขยายข้อตกลงการค้าแร่หายาก
- ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะมีการรายงานในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเม.ย., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย.ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing
Index) เดือนพ.ค.จากเฟดนิวยอร์ก และ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 69)





