FDI ไตรมาสแรกพุ่ง 18% “เอกนิติ” เร่ง FastPass ปลดล็อกอุปสรรคลงทุน หนุนศก.โต 3% พลัส

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการลงทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยใหม่ที่ช่วยส่งเสริมการเติบโต โดยจากข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เป็นการลงทุนจริงในไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวถึง 18% คิดเป็นวงเงินราว 2.6 แสนล้านบาท

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธุรกิจไทยเร่งปรับตัวเพื่อคว้าโอกาส และก้าวข้ามสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ดีมาก การเร่งปลดล็อกกฎกติกาผ่านโครงการ Thailand FastPass ทำให้เห็นชัดเจนว่าการลงทุน จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในระยะต่อไปได้

นายเอกนิติ มองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปลดล็อกกฎกติกา เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนจริงอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งการเร่งดำเนินการในส่วนนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ให้การเติบโตเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย 3%+ ได้อย่างที่ตั้งใจ ในระยะ 1-2 ปีหลังจากนี้ได้อย่างแน่นอน โดยการลงทุนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบัน การลงทุนผ่านบีโอไอ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 25-30% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด โดยหลังจากนี้ รัฐบาลจะเร่งปลดล็อกกฎ กติกาที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนให้การลงทุนเดินหน้าอย่างมีศักยภาพ และจะมีการติดตามผลทุกไตรมาส

“ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1/69 อาจจะต้องรอจากสภาพัฒน์ แต่ตัวเลขการลงทุนจากบีโอไอ เห็นชัดแล้วว่าโตถึง 18% ตรงนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย จากการที่โลกตอนนี้ปั่นป่วน ดังนั้นทุกคนต้องการหาที่ปลอดภัย เราต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ ต้องปรับตัว และเปลี่ยนแปลง เพราะความไม่แน่นอนวันนี้จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงจริงและรุนแรง จนมากระทบบริบททางเศรษฐกิจโลก จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ไทยจะต้องเปลี่ยนผ่านการดำเนินธุรกิจ เพื่อคว้าโอกาสไปสู่การเติบโตในระยะต่อไป” นายเอกนิติ กล่าว

  • ย้ำออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ เน้นความโปร่งใสทุกโครงการ

นายเอกนิติ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่เห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยมองว่ารัฐบาลไม่สนใจที่จะฟังเสียงทัดทาน และอาจเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ว่า ขอยืนยันว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาลเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก. กู้เงินในครั้งนี้ ที่จะเน้นเรื่องความโปร่งใสอย่างเข้มข้น

ทั้งนี้ นโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับความโปร่งใส โดยได้กำชับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล และ AI ในทุกโครงการที่จะเข้ามาใช้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าว เพื่อให้เกิดความโปร่ง และไม่ให้เป็นเหมือนการกู้เงินของรัฐบาลในอดีตที่มีปัญหาเยอะมาก

“การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ จะอยู่ภายใต้หลักการ 5T คือ มุ่งเป้า (Targeted), การเปลี่ยนผ่าน (Transition), การปฏิรูป (Transform), ความโปร่งใส (Transparency) และการมีส่วนร่วม (Together) โดยทั้งหมดจะต้องโปร่งใสมากที่สุด นี่เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้ เราไม่ต้องการให้เป็นเหมือนการกู้เงินของรัฐบาลในอดีตที่มีปัญหาเยอะมาก เรเห็นอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร อยากให้ไปดูกันเอาเอง ดังนั้นในครั้งนี้ ผมจึงตั้งใจอย่างมากที่จะให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด ซึ่งจะมีการดึง AI และดิจิทับเข้ามาช่วย” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ได้มีการประชุมนัดแรก ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อวางกฎ ระเบียบ และกติกาต่าง ๆ สำหรับโครงการที่จะเข้ามาใช้เงินกู้ โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีการเสนอโครงการเข้ามาให้พิจารณา แต่หลังจากนี้ คาดว่าหน่วยงานน่าจะเริ่มทยอยส่งคำขอเข้ามา ยืนยันอีกครั้งว่าโครงการที่จะเข้ามาใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. กู้เงินเท่านั้น

อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างเร่งสรุปรายละเอียดของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งครอบคลุมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และ โครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเบื้องต้นยังยืนยันว่า จะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ตามกำหนดการเดิม (ไทม์ไลน์) ในวันที่ 19 พ.ค.69

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 69)