
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดี “หมิงเฉิน ซัน” ว่า จากการตรวจสอบพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซนเตอร์ในประเทศกัมพูชา โดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้ตำรวจไซเบอร์เร่งขยายผล พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ พร้อมระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างวิเคราะห์เส้นทางการเงิน ความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคล รวมถึงตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศ เพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวพันกับขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ทั้งหมด โดยย้ำว่าตำรวจไซเบอร์เป็นหน่วยหลักในการดูแลคดีฉ้อโกงและอาชญากรรมทางออนไลน์ จึงต้องใช้เวลาในการสืบสวนอย่างละเอียด
ทั้งนี้ จากข้อมูลการสืบสวนเบื้องต้น ยืนยันได้ว่า “หมิงเฉิน ซัน” ไม่ใช่บุคคลระดับล่างของแก๊งคอลเซนเตอร์ เนื่องจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกไปทำงานมักเรียกกลุ่มชาวจีนเหล่านี้ว่า “บอส” แต่จะมีบทบาทในระดับใดนั้น ต้องรอผลวิเคราะห์ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ทุกหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างใกล้ชิด ขณะที่การพิจารณาจะโอนคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่ ยังต้องประเมินศักยภาพการทำงานของพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ก่อน หากดำเนินการได้ก็ไม่จำเป็นต้องโอนคดี
อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับคดีนี้อย่างมาก โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงพื้นที่ตรวจของกลางด้วยตนเองตั้งแต่ช่วงแรก และมอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ กำกับดูแลคดีอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าตำรวจไทยมีการประสานข้อมูลกับทางการจีนมาโดยตลอด
สำหรับการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรองร่วมระหว่างไทยและจีน พบว่า “หมิงเฉิน ซัน” ไม่มีรายชื่ออยู่ใน Watch List หรือบัญชีเฝ้าระวังระดับสากล รวมถึงไม่มีข้อมูลเป็นบุคคลต้องสงสัยในประเทศต้นทางด้วย ทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังชาวต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศให้เข้มข้นมากขึ้น
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินหน้ามาตรการ “One Police” เชื่อมโยงฐานข้อมูลทุกหน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบบุคคลต่างชาติ โดยยกกรณีเกาะพะงันเป็นตัวอย่าง หลังมีการสั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเอกซเรย์ข้อมูลชาวต่างชาติทั่วประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)




