RATCH เปิดงบ Q1/69 กำไรทรงตัวแต่ EBITDA พุ่ง 17.5% ชูแผนปรับโรงไฟฟ้าราชบุรีรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์

บมจ.ราช กรุ๊ป [RATCH] รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/69 รับรู้กำไรจำนวน 1,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2568 ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นเป็น 3,752 ล้านบาท คิดเป็น 17.5% ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของ EBITDA มาจากประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์กลุ่มโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานลมในออสเตรเลีย และโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป. ลาว เป็นสำคัญ

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ RATCH เปิดเผยว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมุ่งเน้นการบริหารจัดการความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงและความพร้อมจ่ายของสินทรัพย์โรงไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติสแนปเปอร์ พอยต์ ในออสเตรเลีย โรงไฟฟ้าพลังงานลมในกลุ่มบริษัท ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด

สำหรับไตรมาสนี้ บริษัทฯ ยังสามารถสร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรับรู้เป็นจำนวนเงิน 12,321 ล้านบาท โดยกลุ่มโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักสามารถสร้างรายได้ 10,476 ล้านบาท คิดเป็น 85% ของรายได้รวม ส่วนรายได้จากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เป็นจำนวน 1,292 ล้านบาท คิดเป็น 10.5% ของรายได้รวม สะท้อนความก้าวหน้าในการสร้างพอร์ตการลงทุนสู่ธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำที่ถือเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถสร้างการเติบโตของบริษัทฯ ในระยะยาว

“ในปีนี้ บริษัทฯ ได้มุ่งผลักดันการพัฒนาธุรกิจใหม่ในพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรีที่กำลังสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยจะหาแนวทางการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้าให้เกิดมูลค่าสูงสุด ทั้งนี้ บริษัทฯ พิจารณาแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ เป็นโอกาสสำหรับบริษัทฯ ที่จะต่อยอดศักยภาพจากธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานที่มีอยู่เดิมสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแบบครบวงจรสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยครอบคลุมทั้งด้านพลังงาน น้ำ และระบบสาธารณูปโภคที่มีความมั่นคงสูง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ศึกษาและติดตามแนวโน้มและรูปแบบความต้องการพลังงานในอนาคตที่จะใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อาทิ ศูนย์อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ระบบการกักเก็บพลังงาน รูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้า เชื้อเพลิงในอนาคต เป็นต้น ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ยังคงเน้นการบริหารสินทรัพย์เดิมให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสำหรับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง” นายนิทัศน์ กล่าว

สำหรับฐานะการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 239,183 ล้านบาท หนี้สินรวมจำนวน 125,660 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 113,523 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มีศักยภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งสะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1.11 เท่า และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นร้อยละ 10.90

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)