
นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น [TAN] กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/69 มีรายได้รวม 508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 40.1 ล้านบาท เติบโต 3.2% แม้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากสภาวะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของกำลังซื้อ โดยมีปัจจัยสนันสนุนหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะ HARNN ในจีน การขยายตัวต่อเนื่องของช่องทาง E-Commerce รวมถึงการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์ แบรนด์ PANDORA หลังการปรับโครงสร้างทีมบริหาร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการบริหารต้นทุน
ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีนี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การบริหารพอร์ตโฟลิโอของบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างแบรนด์ในประเทศ ธุรกิจต่างประเทศ และช่องทางการขายที่หลากหลาย เพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจและรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรีเทลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าขยายศักยภาพของ E-Commerce โดยเฉพาะการพัฒนา Social Commerce ผ่าน TikTok ช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่และสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว อีกทั้งบริษัทฯยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน ค่าใช้จ่าย และการลงทุนอย่างรอบด้านภายใต้กรอบความมีวินัยในการลงทุนอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างความสมดุล และการเติบโตอย่างมั่นคง
ในช่วงไตรมาส 1/69 บริษัทได้เดินหน้าขยายธุรกิจตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะการเติบโตจากธุรกิจในต่างประเทศ สร้างรายได้รวม 65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.8% โดยเฉพาะจีน เติบโต 64.6% เวียดนาม 16.8% และสิงคโปร์ 6.2% โดย HARNN Greater China มีสัดส่วนมากที่สุดในกลุ่มกิจการต่างประเทศ สามารถรับรู้รายได้จากการจำหน่ายสินค้า HARNN ในร้านค้า Cosmetic Chain Store, Specialty Store รวมอยู่มากกว่า 570 จุดขายใน 12 มณฑลได้แก่ มณฑลกวางตุ้ง เหอหนาน เฮยหลงเจียง เจียงซู เจ้อเจียง อานฮุย เสฉวน ชานซี ซินเจียง ธิเบต เจียงซี และซานตง โดยมีร้าน Concept Store ภายใต้แบรนด์ HARNN ซึ่งบริหารโดยตัวแทนจำหน่าย อยู่ 6 สาขา และร้าน HARNN Flagship Store ที่เปิดดำเนินการโดยบริษัทอยู่ที่เมืองหางโจว และร้าน SCape by HARNN 1 สาขา ที่เมืองหูโจว เป็น Spa Franchise บริหารโดยตัวแทนจำหน่าย
ในส่วนของช่องทางออนไลน์ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการขายสินค้าของธุรกิจในประเทศจีนสามารถสร้างยอดขายได้ดีผ่าน E-Commerce Platform รวมถึงช่องทาง Cross Border ทุก Platform (รับโอนสิทธิ์จาก HARNN ประเทศไทย) และ Livestreaming ต่างๆ เช่น T-Mall, Xiao Hong Shu, Douyin, Kuaishou, WeChat Channels, Youzan, JD.com, Vipshop ฯลฯ
บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการในกลุ่มธุรกิจในประเทศ อยู่ที่ 433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสามารถแบ่งรายได้แยกตามกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์ มีสัดส่วนคงที่ 51% โดยแบรนด์ PANDORA ได้มีปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ ทำให้มีการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น กลุ่มธุรกิจแฟชั่น มีสัดส่วนคงที่ 23% กลุ่มธุรกิจความงามและเวลเนส มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 20% จากการเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม มีสัดส่วนลดลงจาก 8% เป็น 6% จากกลุ่ม Gordon Ramsay เป็นหลัก
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาโครงการด้าน Digital Transformation เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและยกระดับการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการ TANACHIRA CLUB ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ไตรมาส 3/69 ในช่วงเดือนก.ย. 68 ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิด Customer Centric และสร้างการเติบโตระยะยาวให้กับกลุ่มบริษัทฯ
ปัจจุบัน TANACHIRA CLUB มีสมาชิกจำนวน 84,335 ราย ณ วันที่ 10 พ.ค. 69 เพิ่มขึ้นจาก 74,110 ราย ณ สิ้นไตรมาส 1/69 ขณะที่ยอดขายจากสมาชิกเติบโต 22.6% จาก 167 ล้านบาท เป็น 205 ล้านบาท รวมถึงจำนวนสมาชิกที่กลับมาซื้อซ้ำเพิ่มขึ้น 265% และความถี่ในการซื้อเพิ่มขึ้นจาก 1.1 เป็น 1.4 ครั้ง/สมาชิก สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการนำ Data และ Customer Insight มาพัฒนาการตลาดและประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 69)




