คมนาคม เร่งสอบข้อเท็จจริงอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ คาดได้ข้อสรุปเบื้องต้นภายใน 20 พ.ค.

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีอุบัติเหตุรถไฟขนส่งสินค้าชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 206 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคม ได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกด้าน ทั้งมาตรฐานผู้ขับขี่ ระบบควบคุมราง ระบบแจ้งเตือน รวมถึงกระบวนการตรวจสอบสารเสพติด และแอลกอฮอล์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปผลสอบเบื้องต้นได้ไม่เกินวันพุธที่ 20 พ.ค.นี้

ส่วนกรณีข้อสงสัยว่าคนขับรถไฟ ไม่มีใบอนุญาตหรือใบขับขี่นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ใบขับขี่รถไฟ กับใบอนุญาตจากกรมรางนั้น เป็นคนละใบกัน โดยที่ผ่านมา พนักงานขับรถไฟจะมีใบขับขี่รถไฟอยู่แล้ว สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ แต่เมื่อมี พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่เป็นกฎหมายใหม่มาครอบกฎหมายเก่า โดยกำหนดบทบัญญัติให้พนักงานขับรถไฟ, พนักงานขับรถไฟฟ้า ต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมราง โดยพ.ร.บ.ขนส่งทางรางฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มี.ค.69 และกำหนดระยะเวลาให้ผู้ขับรถไฟ, รถไฟฟ้า ยืนยันตัวตนในระบบ ภายใน 120 วัน ซึ่งคนขับรถไฟดังกล่าว ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนเข้าไป แต่ยังอยู่ในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นอาจจะเป็นช่องว่างของกฎหมาย

นายสิริพงศ์ กล่าวถึงประเด็นผลตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ของคนขับรถไฟดังกล่าว ซึ่งได้รับรายงานทางการแพทย์เบื้องต้นว่ามีค่าเป็น Positive ซึ่งอยู่ในกระบวนการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในส่วนที่จะมีใครต้องรับผิดชอบบ้างนั้น ได้ตรวจสอบเอกสารที่มีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มี.ค.69 ให้ตรวจสอบ และยืนยันตัวตนคนขับ โดยให้ผู้บังคับบัญชา 1 ขั้น ต้องทำการรับรองผล ซึ่งกลุ่นนี้ใครเกี่ยวข้องบ้างต้องไปดู

ส่วนคนขับรถและพนักงานกั้นถนนจุดเกิดเหตุ ได้มีคำสั่งให้พักการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานขับรถ และเจ้าหน้าที่ควบคุมรางไว้ก่อน ตามขั้นตอนการสอบสวน เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส

“กรณีการแจ้งเตือน แต่ละคนยังให้ข้อมูลไม่ตรงกันกัน คนคุมรางแบบหนึ่ง คนขับรถแบบหนึ่ง ตั้งแต่จุดที่ออกจากแยก RCA วอไปแล้วไม่ตอบ เป็นต้น ตรงนี้ขอให้รอผลการสอบสวน” รมช.คมนาคม กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รฟท. มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว แต่กรณีการตรวจสารเสพติด จะใช้วิธีสุ่มตรวจเป็นรอบ ที่ผ่านมาไม่ได้ทำทุกวัน เป็นแบบสุ่มตรวจ แต่หลังเกิดเหตุจะให้ปฎิรูปทั้งระบบใหม่ สั่งการให้ยกระดับมาตรการเป็น “ตรวจทั้งหมด” ที่มีคนขับรถโดยสารสาธารณะ ทั้ง รฟท. ขสมก. และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รวมถึงให้มีการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดที่ต้องเข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ ได้ให้แนวทางไปยัง ผู้ว่าฯ รฟท. ปรับแผนการเดินรถสินค้า หลีกเลี่ยงช่วงเวลากลางวันในเส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ในลักษณะเดียวกับมาตรการที่ใช้กับรถบรรทุก ซึ่งเดิมอาจจะผ่อนผันให้ขบวนรถขนส่งสินค้าเข้าบางโซนได้ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพราะเห็นว่าการจราจรในกทม. ค่อนข้างเบาบางกว่าวันธรรมดา แต่ปัจจุบัน วันเสาร์-อาทิตย์ ปริมาณจราจรยังหนาแน่น ดังนั้น ให้ปรับปรุงตารางเดินรถขนส่งสินค้า เนื่องจากรถสินค้ามีน้ำหนักมาก ใช้ระยะเบรกมากกว่าปกติ และต้องอาศัยทักษะในการควบคุมสูงกว่ารถโดยสาร

ส่วนประเด็นการแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนนในเขตกทม. ให้เกิดความปลอดภัยอย่างยั่งยืน นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีโครงการรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยาย (Missing Link) ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง ซึ่งจะต้องผลักดันให้เดินหน้าให้ครบทั้งโครงข่ายเพื่อความปลอดภัย แต่โครงการแบบนี้ไม่สามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นตอนนี้ที่ทำได้เร็วที่สุดคือการปรับการบริหารจัดการ แก้ปัญหาเรื่องการทำงานของคน ลดปัจจัยเสี่ยง ส่วนระยะกลาง ต้องนำเทคโนโลยมาใช้ให้มีประสิทธิภาพ และระยะยาวเป็นการผลักดับโครงการถไฟสายสีแดง

ส่วนการเยียวยาผู้ประสบเหตุนั้น ในเบื้องต้นกำหนดวงเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต 1.5 ล้านบาท และกรณีทุพพลภาพ 500,000 บาท โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ รฟท. และ ขสมก. พิจารณานำเงินจากกองทุนที่เกี่ยวข้องมาสมทบเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)