
นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย และคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านการเกษตร เพื่อคลี่คลายความเดือดร้อนเร่งด่วน 6 ด้าน โดยเฉพาะการลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและปุ๋ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การบริหารจัดการผลไม้ตามฤดูกาลไม่ให้ราคาตกต่ำ การเร่งรัดแจกเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน ส.ป.ก. ตลอดจนการวางระบบเตือนภัยแล้งล่วงหน้า เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ และลดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร
โดยแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม และจับต้องได้จริง (Quick Win) ผ่านคณะทำงานย่อยเชิงรุก 5 ชุด ได้แก่
1. คณะทำงานด้านมาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
2. คณะทำงานบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพื่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ
3. คณะทำงานบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและประชาชน และบริหารจัดการดินและที่ดิน
4. คณะทำงานสร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่
5. คณะทำงานแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและ PM 2.5
นายกฤชนนท์ กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายของการดำเนินการในครั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรอย่างเร่งด่วน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนชาวเกษตรกรเป็นอันดับแรก

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า ทุกหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงฯ พร้อมที่จะดำเนินงานตามนโยบาย พร้อมสั่งการและกำชับให้ทุกหน่วยงานยึดถือความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นตัวตั้ง โดยขอให้ทุกคณะทำงานย่อย เร่งจัดทำแผนงาน แผนปฏิบัติงาน พร้อมกำหนดเป้าหมาย รวมถึงตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะเร่งด่วนที่ชัดเจน รวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินภายใน 30 พ.ค. 69 โดยจะนำข้อมูลแต่ละคณะ มาบูรณาการแผนงานการลงพื้นที่แก้ไขปัญหาร่วมกันให้สอดรับกับนโยบายของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการเห็นผลสัมฤทธิ์ตกสู่มือประชาชนอย่างรวดเร็วที่สุด
ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการทั้งหมดเกิดขึ้นได้จริง และพลิกฟื้นภาคการเกษตรได้ทันใจ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมระดมสรรพกำลังและทรัพยากรทุกด้านมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมที่มีพลังขับเคลื่อนสูง (High-leverage Activities) เช่น การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือ Solar Cell และการทำการเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้พี่น้องเกษตรกร

การเจรจาทางการค้า และการประสานความร่วมมือในการจัดหาปุ๋ยเคมี จากแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อรักษาระดับความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิต (ปุ๋ยเคมี) การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ปุ๋ยเคมีแบบแม่นยำ ตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช รวมถึงการส่งเสริมและการต่อยอดงานวิจัยด้านการเกษตรสู่การปฏิบัติจริง และการขับเคลื่อนเกษตรชีวภาพและพลังงานหมุนเวียน ตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Economy) เพื่อยกระดับการและสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ (Created New High Value Supply Chain)
นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ขอให้พี่น้องเกษตรกรเชื่อมั่นว่า การขยับขับเคลื่อนครั้งใหญ่ตามนโยบายของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในครั้งนี้ จะโปร่งใส รวดเร็ว และสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)




