
ตลาดหุ้นสิงคโปร์แซงหน้าตลาดหุ้นอินโดนีเซียขึ้นเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วในขณะนี้ หลังจากอินโดนีเซียเผชิญกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้สูญเสียสถานะดังกล่าวให้กับสิงคโปร์ในที่สุด
ข้อมูลที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์กระบุว่า มูลค่าตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป ของตลาดหุ้นสิงคโปร์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 6.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นอินโดนีเซียลดลงกว่า 30% จากระดับสูงสุดที่ทำไว้ในเดือนม.ค. มาอยู่ที่ระดับ 6.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ MSCI Inc. จะลดชั้นของตลาดหุ้นอินโดนีเซียจาก “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) ไปเป็น “ตลาดชายขอบ” (Frontier Market)
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินโดนีเซียยังถูกกดดันจากการที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ และมูดี้ส์ เรทติ้งส์ ต่างก็ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียลงสู่ “เชิงลบ” ซึ่งส่งผลให้ดัชนี Jakarta Composite ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ทำผลงานรั้งท้ายในกลุ่มประเทศคู่แข่งทั่วโลก ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ตลาดหุ้นอินโดนีเซียถูกเทขายเป็นมูลค่าเกือบ 3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตอกย้ำถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นสำหรับประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ในความพยายามที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมายและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอินโดนีเซีย ขณะที่การอ่อนค่าของสกุลเงินรูเปียห์จะยิ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบสูงขึ้นด้วย
สวนทางกับตลาดหุ้นสิงคโปร์ที่ได้ประโยชน์จากการภาวะเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศที่มีเสถียรภาพ รวมถึงการปฏิรูปตลาดที่นำโดยรัฐบาล ซึ่งช่วยหนุนดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ยังได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนมองหาแหล่งการลงทุนปลอดภัยในช่วงเวลาที่ตลาดเผชิญกับความผันผวนจากสงครามอิหร่าน
ทั้งนี้ คาดว่าตลาดหุ้นสิงคโปร์ยังคงอยู่ในทิศทางที่จะทำผลงานได้ดีกว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ค. 69)





