
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. [PTT] เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 69 คาดจะได้แรงหนุนจากธุรกิจสำรวจและผลิตที่ผลประกอบการดีขึ้นจากปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งธุรกิจปิโตรเคมีราคาและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ต่อวัตถุดิบ (Spread) สูงขึ้น รวมทั้ง Utilization Rate ดีขึ้น
สำหรับธุรกิจโรงกลั่นยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ในไตรมาส 1/69 ผลประกอบการจะเติบโต แต่หากในอนาคตราคาน้ำมันปรับลงอาจเผชิญภาวะขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ขณะที่มาตรการภาครัฐที่แทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่น เชื่อว่าเป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น
สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ Potential Partner ระดับโลก ที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมี โรงกลั่น ยังอยู่ระหว่างการดำเนินแม้จะมีความล่าช้าจากเดิม เนื่องจากการทบทวนตามสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป และปรับโครงสร้างให้เหมาะสม แต่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้
“ปตท. มีการบริหารพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเราจะต้องรับภาระบางส่วนเพื่อช่วยประเทศ แต่ก็ยังมีธุรกิจส่วนอื่นที่สามารถสร้างผลประกอบการที่ดีมาชดเชยได้ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ”นายคงกระพัน กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ปตท.สามารถทำกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้จะมีปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่ ปตท.รับมือสถานการณ์จากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ทดแทนจากแหล่งตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว
อีกทั้งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 64-68) ทำให้มีความเสถียรของเครื่องจักร (Reliabilty) และความยืดหยุ่น (Flexibilty) ในการรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง นอกจากนี้การซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กลุ่ม ปตท. รับมือวิกฤตได้ทันที
กลุ่ม ปตท. ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์บริหารความ ต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศและบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับธุรกิจปีโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง ปิโตรเคมีเต็มกำลัง สร้าง Securty of Supply ช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโช่อุปทานเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ปตท. ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องโดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก
ในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capita) สำหรับการจัดหาน้ำมันและ ก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งมีการเปิดเผยและรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างโปร่งใส และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย ธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและเติบโตต่างประเทศตามแผน
สำหรับ ธุรกิจ LNG ปตท. เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านต้นต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านต้นต่อปี ภายในปี 2578
ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] สนับสนุนการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจของ GC และ บมจ.เอสซีจีเคมิคอลส์ (SCGC) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ที่มุ่งสร้าง Synergy ยกระดับปีโตรเคมีไทย สู่ National Champion
นายคงกระพัน กล่าวว่า การดำเนินการ Profit Enhancement Initiatives ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแรงภายในให้ทั้งกลุ่ม ปตท.สะท้อนในผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1/69 โดยรวมกว่า 3,000 ล้านบาท โดยมีความก้าวหน้าในโครงการต่างๆ ตามแผนได้แก่ โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 รวมถึงโครงการ Asset Monetization (A1) เพื่อบริหารการใช้สินทรัพย์ในกลุ่ม ปตท. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท.อย่างมีประสิทธิภาพ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ค. 69)





