อังกฤษปิดดีลการค้ากลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเฉียด 5 พันล้านดอลลาร์ หนุนส่งออกปลอดภาษี-ดันค่าจ้างพุ่ง

อังกฤษและกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ส่งออกของอังกฤษคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.7 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 4.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในระยะยาว

แถลงการณ์จากรัฐบาลอังกฤษระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะช่วยลดต้นทุนการส่งออก เปิดประตูสู่ตลาดอ่าวอาหรับ และกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกลุ่มพันธมิตรตะวันออกกลางทั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้อังกฤษขึ้นแท่นเป็นประเทศสมาชิก G7 ชาติแรกที่คว้าข้อตกลงทางการค้าร่วมกับ GCC ได้สำเร็จ

นอกจากนี้ รัฐบาลอังกฤษยังเปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานเพิ่มขึ้นราว 1.9 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 2.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี อานิสงส์จากต้นทุนที่ลดลงของผู้ส่งออก

เมื่อข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยลดภาระภาษีศุลกากรให้กับสินค้าส่งออกของอังกฤษไปยังกลุ่ม GCC ได้ถึงปีละ 580 ล้านปอนด์ (ประมาณ 779.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในจำนวนนี้ จะประเดิมยกเว้นภาษีทันทีมูลค่า 360 ล้านปอนด์ (ประมาณ 483.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทันทีที่ข้อตกลงเริ่มมีผล

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำหรับสินค้าส่งออกของอังกฤษที่จะได้รับการยกเว้นภาษีนั้นครอบคลุมหลากหลายประเภท ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์อาหาร อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงสินค้าในกลุ่มการผลิตขั้นสูง โดยสินค้าขึ้นชื่อของอังกฤษอย่าง ธัญพืช ชีสเชดดาร์ ช็อกโกแลต และเนย จะได้รับสิทธิ์ปลอดภาษีทั้งหมด

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวยกย่องความสำเร็จในครั้งนี้ว่าเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่ของภาคธุรกิจอังกฤษ” ซึ่งจะเข้ามาช่วยสนับสนุนทั้งในเรื่องการจ้างงาน ค่าแรง และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ขณะที่ปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจและการค้า ชี้ว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงและแน่นอนให้แก่กลุ่มผู้ส่งออก ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน

ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างอังกฤษกับ GCC ในปี 2567 อยู่ที่ 5.3 หมื่นล้านปอนด์ (7.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยคาดว่าข้อตกลงฉบับนี้จะช่วยกระตุ้นมูลค่าการค้าระหว่างสองฝ่ายให้เติบโตขึ้นอีก 19.8% ในระยะยาว และอาจดันมูลค่าการค้าให้เพิ่มขึ้นได้สูงถึงปีละ 1.55 หมื่นล้านปอนด์ (ประมาณ 2.083 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ค. 69)