ครม.ไฟเขียวร่างปฏิญญาดูชานเบ “น้ำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ชูบทบาทไทยบนเวทีโลก

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติความมั่นคงด้านน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร การรับมือภัยพิบัติ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยวันนี้ ครม.ได้พิจารณาเห็นชอบ ร่างปฏิญญาดูชานเบ และร่างถ้อยแถลงหัวหน้าคณะผู้แทนไทย สำหรับการประชุมระดับสูงว่าด้วยทศวรรษระหว่างประเทศแห่งการดำเนินการ “น้ำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ค.ศ. 2018-2028 ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 24-28 พ.ค.69 ณ กรุงดูชานเบ สาธารณรัฐทาจิกิสถาน

โดยร่างปฏิญญาดังกล่าว สะท้อนทิศทางความร่วมมือของประชาคมโลกในการเร่งขับเคลื่อนวาระน้ำ ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขาภิบาล การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำด้านน้ำ การระดมเงินทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม ระบบเฝ้าระวัง และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า สำหรับถ้อยแถลงของไทย จะเน้นย้ำว่า “น้ำ” เป็นรากฐานของชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ไทย มุ่งยกระดับการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ซึ่งจำเป็นต้องมีความมั่นคงด้านน้ำควบคู่กัน พร้อมสะท้อนความพยายามของไทยในการบริหารจัดการน้ำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทย ยังต้องเผชิญความท้าทายด้านน้ำที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม คุณภาพน้ำ และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี งบประมาณ และความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนมีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค การเกษตร และการผลิต พร้อมเสริมความสามารถของประเทศในการรับมือภัยพิบัติ

“รัฐบาลมองว่า น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือพื้นฐานของความมั่นคงในชีวิตประชาชน ตั้งแต่รายได้เกษตรกร ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงการรับมือภัยพิบัติ การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะยืนยันบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในประชาคมโลก และนำความร่วมมือระหว่างประเทศ กลับมาต่อยอดการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)