
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงผลการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการว่า การเดินทางในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 170 ปี พร้อมทั้งหารือกรอบความร่วมมือการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจร่วมกัน
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการและบริษัทขนาดใหญ่ของไทยเข้าไปลงทุนในฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอาหาร ขณะที่การลงทุนจากฝรั่งเศสเข้ามายังประเทศไทยในปีนี้ มีมูลค่ารวมกว่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และทำเลที่ตั้งของไทยที่เป็นศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคในการส่งออกสินค้า ไม่ใช่การเข้ามาลงทุนเพราะค่าจ้างแรงงานต่ำเหมือนในอดีต
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมเร่งรัดการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EU) ให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและทลายข้อจำกัดด้านกำแพงภาษี ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จ คาดว่าจะช่วยลดภาระภาษีลงได้อย่างน้อย 20% และสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมยืนยันว่าการเจรจาข้อตกลงกับต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้ จะยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักและไม่มีทางเสียเปรียบอย่างแน่นอน
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตลอด 5 วันที่กรุงปารีส นายกรัฐมนตรีได้ใช้ทุกเวทีผลักดันผลประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการพบผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ นักลงทุนฝรั่งเศส บริษัทชั้นนำ ผู้นำภาครัฐ และเอกอัครราชทูตไทยในยุโรปหลายประเทศ เพื่อส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมกลับมาเป็นหุ้นส่วนสำคัญของยุโรปในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังปรับตัว และห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังมองหาฐานการลงทุนที่มั่นคงในภูมิภาคเอเชีย
ตลอดการเยือนครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจฝรั่งเศส ซึ่งเห็นตรงกันว่าไทยมีศักยภาพในหลายอุตสาหกรรม มีทำเลเหมาะสมในฐานะประตูสู่อาเซียน มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม มีห่วงโซ่อุปทานแข็งแรง และมีกำลังคนรองรับการลงทุนใหม่
น.ส.รัชดา กล่าวว่า การหารือกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) แสดงให้เห็นว่าไทยเดินมาถูกทางด้านพลังงาน ทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่การหารือกับ UNESCO ได้ต่อยอดบทบาทไทยด้านวัฒนธรรม มรดกโลก การศึกษา และการท่องเที่ยวยั่งยืน
ส่วนการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยประจำยุโรป 24 ประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ “ทีมไทยแลนด์ยุโรป” ทำงานเชิงรุก ผลักดัน FTA ไทย–สหภาพยุโรป ยกระดับมาตรฐานประเทศสู่ OECD และใช้เวทีระดับโลกที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในปีนี้ สร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อประเทศ
น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในการพบ MEDEF International และนักลงทุนฝรั่งเศส 38 บริษัท นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าไทยอยู่ในช่วงเวลาแห่งการลงทุน พร้อมเชิญชวนลงทุนใน EEC พลังงานสะอาด AI ดิจิทัล EV อุตสาหกรรมการบิน MRO เทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมขั้นสูง ซึ่งฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทฝรั่งเศสยื่นขอส่งเสริมการลงทุนเกือบ 100 โครงการ มูลค่ากว่า 725 ล้านยูโร
ขณะเดียวกัน บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส เช่น Airbus, EssilorLuxottica, Imerys, IN Groupe และ Thales ต่างแสดงความสนใจหรือเดินหน้าขยายความร่วมมือในไทย ทั้งด้านการบิน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) วัสดุขั้นสูง AI Glasses ระบบ Digital ID และความมั่นคงไซเบอร์
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้รักษาแรงส่งที่กำลังเกิดขึ้น เร่งอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และติดตามข้อสนใจของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด เพราะการลงทุนที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงตัวเลขเศรษฐกิจ แต่หมายถึงการยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถ สร้างรายได้ และสร้างงานที่มีคุณภาพให้คนไทยในระยะยาว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า บริษัท EssilorLuxottica ผู้นำระดับโลกด้านแว่นตาและเลนส์สายตา เจ้าของแบรนด์ Ray-Ban, Oakley และ Varilux ซึ่งลงทุนในไทยมาเกือบ 40 ปี มีแผนจะขยายการลงทุนด้าน AI Glasses ในประเทศไทย ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าว จะผสานระบบ AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเข้ากับแว่นตาระดับไฮเอนด์ เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถบันทึกภาพ เสียง ฟังดนตรี รวมถึงเชื่อมต่อกับผู้ช่วย AI เพื่อแปลภาษา ผ่านการสั่งงานด้วยเสียง
“การตัดสินใจลงทุน AI Glasses ในประเทศไทยสะท้อนว่า นักลงทุนระดับโลกเริ่มมองไทยเป็นฐานการผลิตสินค้านวัตกรรมและ Smart Electronics มากขึ้น ไม่ใช่เพียงฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่รัฐบาลต้องการผลักดันเศรษฐกิจไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” นายเอกนิติ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ค. 69)





