In Focus: ศรีลังกางานเข้า! แก๊งคอลเซ็นเตอร์อาเซียนแห่ปักหลัก อาศัยช่องโหว่ฟรีวีซ่า

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าตรวจค้นวิลล่าเช่าแห่งหนึ่งในเมืองชิลอว์ (Chilaw) ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งอันเงียบสงบทางตะวันตกเฉียงเหนือของศรีลังกา สิ่งที่พบไม่ใช่บรรยากาศของสถานที่พักผ่อนตากอากาศทั่วไป แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตั้งเรียงรายเป็นแถว ซิมการ์ดจำนวนมหาศาล และกลุ่มชาวต่างชาติที่กำลังร่วมกันก่อขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์อย่างเป็นระบบ ทั้งโรแมนซ์สแกม กับดักเครือข่ายลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี และแพลตฟอร์มพนันออนไลน์ ซึ่งล้วนออกแบบมาเพื่อสูบเงินของเหยื่อจนหมดเนื้อหมดตัว

การบุกจับครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ที่กำลังซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังฉากหน้าของเมืองท่องเที่ยวอันเงียบสงบ

ศรีลังกากำลังกลายเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางอาชญากรรมทางไซเบอร์ หลังทางการกัมพูชา เมียนมา และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ยกระดับการปราบปรามฐานที่มั่นของขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์ที่สร้างความเสียหายมานานหลายปี ทำให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ทำในสิ่งที่มักจะทำอยู่เสมอ นั่นคือการเก็บข้าวของย้ายฐานหนี ซึ่งเป้าหมายที่พวกเขากำลังหลั่งไหลเข้าไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือศรีลังกา

โฆษกตำรวจศรีลังกาเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ มีชาวต่างชาติมากกว่า 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีน เวียดนาม และอินเดีย ถูกจับกุมในข้อหาต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับยอดจับกุม 430 คนในปี 2567 ขณะที่ในปี 2568 ตัวเลขยังต่ำกว่านี้อีก สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ศรีลังกากำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการรับมือกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่ขยายตัวรวดเร็ว ซึ่งเป็นวิกฤตที่ประเทศไม่ได้ก่อขึ้น แต่กลับต้องแบกรับภาระในการควบคุมและปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้อย่างยากลำบาก

ถอดรหัสโมเดลจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากจะเข้าใจสถานการณ์ในศรีลังกา ณ เวลานี้ คงต้องย้อนกลับไปดูต้นตอปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ฐานที่มั่นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์ได้กลายเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกและควบคุมยาก มิจฉาชีพเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มเล็ก ๆ แต่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรม ซึ่งมักตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่กฎหมายเข้าไปไม่ถึง ขบวนการเหล่านี้ลักลอบขนส่งแรงงานจากหลายสิบประเทศเพื่อมาบังคับให้ทำหน้าที่หลอกลวงเหยื่อจากทั่วทุกมุมโลก สร้างความเสียหายทางการเงินในมูลค่าที่สูงจนน่าตกใจ โดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประเมินว่า ฐานสแกมเมอร์ที่มีอยู่หลายร้อยแห่งนี้ สามารถกวาดรายได้รวมกันปีละเกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงแรก ๆ เครือข่ายเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเหยื่อที่พูดภาษาจีนเป็นหลัก โดยใช้กลโกง “เกมเชือดหมู” (pig butchering) ซึ่งเป็นแผนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลานานนับเดือน มิจฉาชีพจะเข้ามาสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวหรืออ้างเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างความไว้วางใจ ก่อนจะหว่านล้อมให้เหยื่อทุ่มเงินลงไปในแพลตฟอร์มปลอม ทว่าในเวลาต่อมา ขบวนการเหล่านี้ได้ขยายการดำเนินงานจนรองรับหลายภาษา ทำให้เข้าถึงและล่อลวงเหยื่อกลุ่มใหม่ ๆ ได้มากกว่าเดิม

กัมพูชาได้กลายเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นของขบวนการเหล่านี้ เช่นเดียวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษของเมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองเมียวดีใกล้ชายแดนไทย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา แรงกดดันจากนานาชาติต่อรัฐบาลกัมพูชาและเมียนมายังทำอะไรได้ไม่มากนัก เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้เป็นเขตห่างไกล การบังคับใช้กฎหมายเข้าไม่ถึง แถมยังมีเม็ดเงินมหาศาลหมุนเวียนอยู่

ทว่าสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีการยกระดับมาตรการปราบปราม การคว่ำบาตรจากนานาชาติ รวมถึงแรงกดดันทางการทูต โดยเฉพาะจากจีน สัญญาณเหล่านี้ได้บีบให้รัฐบาลในพื้นที่ต้องยอมลงมือจัดการ กัมพูชาได้เปิดปฏิบัติการบุกจู่โจมและเนรเทศผู้กระทำความผิดออกนอกประเทศ ส่วนเมียนมาแม้จะยังระส่ำระสายจากความวุ่นวายทางการเมืองภายใน แต่ก็หนีไม่พ้นแรงกดดันให้ต้องเข้าควบคุมมาเฟียชายแดน นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเคยเป็นแหล่งฟอกเงินของเครือข่ายต้มตุ๋น ก็ได้ยกระดับการกวาดล้างด้วยเช่นกัน

แม้ผลงานการจับกุมเหล่านี้จะเป็นก้าวสำคัญ แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้หมดไปได้อย่างแท้จริง เป็นเพียงแค่การไล่ที่ที่ทำให้อาชญากรเหล่านี้ย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่เท่านั้น

ทำไมเป้าหมายต่อไปคือ “ศรีลังกา”

ขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์เหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าปรับตัวได้รวดเร็วและเป็นระบบ เมื่อใดที่เริ่มถูกกดดันและกวาดล้างอย่างหนักในพื้นที่เดิม เครือข่ายเหล่านี้จะกระจายตัว ปรับโครงสร้างใหม่ และย้ายฐานปฏิบัติการทันที ดังนั้น คำถามจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าพวกเขาจะหลบหนีหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่ว่าเป้าหมายต่อไปคือที่ใดต่างหาก

และคำตอบที่ดูจะลงตัวที่สุดในเวลานี้ก็คือศรีลังกา

ศรีลังกากลายเป็นจุดหมายปลายทางของแก๊งมิจฉาชีพด้วยหลาย ๆ ปัจจัย โดยเฉพาะกลยุทธ์การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวของศรีลังกาหลังเผชิญมรสุมทางเศรษฐกิจอย่างหนักจากวิกฤตการเงินเมื่อปี 2565 ที่หันมาพึ่งพานโยบายเปิดเสรีวีซ่าเป็นหลัก ทำให้นักท่องเที่ยวจากกว่า 40 ประเทศ รวมถึงจีน อินเดีย รัสเซีย ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ฟรีด้วยวีซ่าท่องเที่ยวระยะเวลา 30 วัน อีกทั้งยังสามารถจ่ายเงินเพื่อขอต่ออายุวีซ่าได้นานสูงสุดถึง 6 เดือน นโยบายเปิดกว้างดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว ทว่าในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายนี้กลับกลายเป็นการเปิดทางสะดวกให้กลุ่มมิจฉาชีพขนคนข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว โดยแทบไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเอกสารให้ยุ่งยาก

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือศรีลังกามีระบบโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เสถียรมาก ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการรันระบบต้มตุ๋นออนไลน์ขนาดใหญ่ ประกอบกับมีอสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่าให้เลือกอย่างเหลือเฟือ ทำให้แก๊งอาชญากรสามารถแฝงตัวเข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการได้ในทุกทำเล ตั้งแต่วิลล่าหรูริมชายหาดไปจนถึงอาคารสำนักงาน เนียนไปกับสภาพแวดล้อมของประเทศที่คุ้นเคยกับการต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติอยู่แล้ว ซึ่งที่พักประเภทโรงแรม เกสต์เฮาส์ และอะพาร์ตเมนต์ในศรีลังกา ต่างตอบโจทย์โมเดลธุรกิจแบบใหม่ของมิจฉาชีพที่กำลังเข้ามาแทนที่รูปแบบเดิม เพราะต่างจากยุคแรกในกัมพูชาและเมียนมาที่เป็นศูนย์สั่งการขนาดใหญ่ตั้งอยู่กับที่ แต่โมเดลใหม่นี้จะมีขนาดเล็กลง ยืดหยุ่นเคลื่อนย้ายง่าย ตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งยังสามารถทิ้งสถานที่และย้ายหนีได้ทันทีเมื่อเริ่มถูกเจ้าหน้าที่จับตา

ผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้ย้ำชัดว่า เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ไม่ได้บังเอิญเดินทางมาถึงศรีลังกา แต่เป็นการย้ายฐานที่ผ่านการคิดคำนวณและวางแผนเชิงกลยุทธ์มาเป็นอย่างดี

เปิดปฏิบัติการภาคสนาม

กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกรวบตัวได้ในศรีลังกาส่วนใหญ่เป็นชาวจีน เวียดนาม และอินเดีย นอกเหนือจากนั้นเป็นชาวเนปาล ฟิลิปปินส์ และสัญชาติอื่น ๆ มิจฉาชีพกลุ่มนี้ยังคงใช้มุกเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวเพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงิน แพลตฟอร์มหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีที่อ้างผลตอบแทนสูงลิ่วเกินจริง และเว็บพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย

ในบรรดาผู้ร่วมขบวนการต้มตุ๋นเหล่านี้มีทั้งกลุ่มที่เต็มใจทำเพราะโมเดลรายได้งามล่อใจ และกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์เสียเอง ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ถูกหลอกให้เดินทางมาศรีลังกาด้วยข้อเสนอการจ้างงานปลอม ๆ ก่อนจะถูกกักขังบีบบังคับให้ทำงานให้แก๊งมิจฉาชีพ แม้ในขณะนี้ ทางการศรีลังกาจะยังไม่ได้ออกมายืนยันว่ามีการลักลอบนำชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมากเหมือนภาพที่เคยเห็นในเมียนมาและกัมพูชา แต่ทุกฝ่ายเริ่มแสดงความกังวลในประเด็นนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ทางการเองก็เคยต้องส่งทีมไปช่วยชีวิตชาวศรีลังกาหลายสิบคน ที่ถูกหลอกไปทำงานในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างแดนมาแล้วเช่นกัน

เหยื่อที่ตกเป็นเป้าหมายของฐานปฏิบัติการในศรีลังกานั้นกระจายอยู่เป็นวงกว้าง โดยเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เครือข่ายที่ตั้งฐานในศรีลังกามุ่งหลอกลวงชาวอินเดีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์เป็นหลัก แต่ขณะนี้เริ่มมีความกังวลกันว่า ชาวศรีลังกาเองอาจกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป หากปล่อยให้ขบวนการเหล่านี้ฝังรากลึกในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

ความอันตรายของเครือข่ายเหล่านี้เริ่มปรากฏชัดขึ้นในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา หลังทางการศรีลังกาสามารถสกัดจับชาวจีน 9 ราย ที่พยายามลักลอบหอบหิ้วโทรศัพท์มือถือและแล็ปท็อปมือสองจำนวนหลายร้อยเครื่องเข้าประเทศ ซึ่งทีมสืบสวนเชื่อว่าอุปกรณ์เหล่านี้เตรียมนำไปใช้ในปฏิบัติการต้มตุ๋นออนไลน์ขนาดใหญ่ เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งตอกย้ำว่า ขบวนการเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มอาชญากรสมัครเล่นที่ทำกันตามมีตามเกิด แต่เป็นระบบอุตสาหกรรมที่มีการจัดหาทั้งฮาร์ดแวร์ โครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเชนอย่างเป็นระบบ

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ในแต่ละวันได้รับสายแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีเกี่ยวกับพฤติกรรมต้องสงสัยตามบ้านพักอาศัยอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ล่าสุด ตำรวจได้เริ่มออกประกาศเตือนเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยเช่าวิลล่าหรืออะพาร์ตเมนต์ให้กับกลุ่มคนที่เข้าข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมคาดโทษว่า หากใครยังปล่อยปละละเลย อาจต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาให้การสนับสนุนการกระทำความผิดด้วยเช่นกัน

สัญญาณเตือนจากนานาประเทศ

ความรวดเร็วในการก้าวขึ้นมาเป็นทำเลทองแห่งใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในศรีลังกา เริ่มสร้างความกังวลไปทั่วโลก

เมื่อไม่นานมานี้ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโคลัมโบได้ออกแถลงการณ์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งถือเป็นท่าทีที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็น โดยยอมรับว่ากิจกรรมผิดกฎหมายในศรีลังกานั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่มีการไล่บี้กวาดล้างอย่างหนักในกัมพูชา เมียนมา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยทางสถานทูตระบุว่า “รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้เป็นอย่างยิ่ง” พร้อมให้คำมั่นว่าจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของศรีลังกาเพื่อทลายขบวนการดังกล่าว

ขณะเดียวกัน มูลนิธิเอเชีย (The Asia Foundation) ซึ่งเกาะติดเส้นทางการย้ายฐานของเครือข่ายต้มตุ๋นในภูมิภาคมาโดยตลอด ก็พบสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่า ขบวนการเหล่านี้กำลังเบนเข็มมายังศรีลังกา เช่นเดียวกับกลุ่มผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์ที่เกาะติดสถานการณ์ในกัมพูชา ก็เริ่มมีการโพสต์ถึงชื่อของประเทศศรีลังกาบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ บนโลกออนไลน์ โดยสามารถแกะรอยกลุ่มอิทธิพลและตัวการใหญ่ ๆ ที่พากันเก็บกระเป๋าออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งลักษณะการเคลื่อนย้ายดังกล่าวดูเหมือนเป็นการวางแผนย้ายฐานปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ มากกว่าจะเป็นการหลบหนีแบบไร้ทิศทางหลังถูกกวาดล้าง

นอกจากนี้ ทางการศรีลังกายังกำลังเร่งสอบสวนประเด็นที่น่ากังวล เกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการหลั่งไหลเข้ามาของแก๊งอาชญากรไซเบอร์ข้ามชาติ กับเหตุการณ์ที่ระบบของกระทรวงการคลังศรีลังกาโดนแฮกเมื่อไม่นานมานี้ แม้จะยังไม่มีการฟันธงว่าแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังจริงหรือไม่ แต่จังหวะเวลาที่เกิดเหตุประจวบเหมาะกันพอดี ก็ทำให้หลายฝ่ายอดตั้งคำถามไม่ได้ถึงผลกระทบด้านความมั่นคงในภาพใหญ่ หลังจากที่ประเทศกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ท่าทีและการตอบโต้จากศรีลังกา

รัฐบาลศรีลังกาได้เดินหน้าตอบโต้ด้วยสารพัดมาตรการ ทั้งจับกุม เนรเทศ และเร่งประสานความร่วมมือกับหลาย ๆ ประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่านี่คือโจทย์หิน

ปัจจุบัน ปฏิบัติการบุกจู่โจมทลายรังมิจฉาชีพพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ โดยตำรวจได้เปิดฉากกวาดล้างทั้งในกรุงโคลัมโบและตามหัวเมืองแถบชายฝั่ง ซึ่งเป็นทำเลหลักที่ขบวนการเหล่านี้เข้าไปปักหลัก สำหรับผู้ที่ถูกรวบตัวแต่หลักฐานยังไม่แน่นพอจะเอาผิดทางอาญา จะถูกส่งเข้ากระบวนการผลักดันออกนอกประเทศทันที ส่วนกลุ่มที่มีหลักฐานมัดตัวชัดเจนในข้อหาฉ้อโกงจะถูกส่งฟ้องศาลแบบไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐย้ำเสียงแข็งว่าบทลงโทษจะหนักหน่วงแน่นอน “เรากำลังทำทุกวิถีทางเท่าที่มีอำนาจเพื่อจัดการกับภัยสังคมที่กำลังลุกลามนี้” เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งกล่าว พร้อมเสริมว่าศาลจะลงทัณฑ์ผู้กระทำความผิดอย่างสาสมที่สุด

ขณะเดียวกัน ศรีลังกาก็ได้กระชับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับจีน ซึ่งหน่วยงานข่าวกรองและตำรวจจีนต่างมีประสบการณ์โชกโชนในการแกะรอยเครือข่ายมิจฉาชีพเหล่านี้ ส่วนมาตรการคุมเข้มบ้านเช่าก็เป็นอีกหนึ่งไม้แข็งที่ถูกนำมาใช้ โดยตำรวจศรีลังกาได้ออกโรงเตือนบรรดาเจ้าของที่พักอย่างตรงไปตรงมาว่า การปล่อยบ้านให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เช่านั้นไม่ใช่เรื่องที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ และการทำเป็นทองไม่รู้ร้อนหลับตาข้างหนึ่งให้คนกลุ่มนี้เช่าพัก อาจทำให้เจ้าของบ้านต้องรับโทษทางอาญาไปด้วย

แต่ประเด็นที่น่าจะปวดหัวและแก้ยากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องวีซ่า เพราะนโยบายฟรีวีซ่าท่องเที่ยว 30 วันที่เปิดให้กว่า 40 ประเทศ ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการปั๊มหัวใจภาคการท่องเที่ยวให้ฟื้นกลับมา หากรัฐบาลเลือกที่จะคุมเข้มหรือยกเลิก ก็เสี่ยงที่จะซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่งจะเริ่มฟื้นไข้หลังผ่านพ้นวิกฤตการเงินครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทว่าหากยังเปิดประตูอ้าซ่าแบบเดิมต่อไป มันก็กลายเป็นการเปิดทางสะดวกให้แก๊งอาชญากรขนคนเข้าออกประเทศได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน นี่จึงเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่รัฐบาลศรีลังกาหาทางออกได้ยาก

บททดสอบสำคัญของภูมิภาค

สิ่งที่เกิดขึ้นในศรีลังกากำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากเหล่านักวิเคราะห์และผู้กำหนดนโยบายทั่วทั้งภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ศรีลังกา แต่เป็นเพราะสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในปัจจุบันในการรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจะวิ่งนำหน้ามาตรการรับมือของภาครัฐอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ การจะปราบปรามให้ได้ผลจึงไม่ได้อาศัยแค่ฝีมือของตำรวจในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีการแชร์ข้อมูลร่วมกันในระดับสากล มีระบบแกะรอยเส้นทางการเงินที่เข้มงวด มีการควบคุมวีซ่าและการเดินทางข้ามพรมแดน และมีความจริงจังในการอุดช่องโหว่ทางกฎหมายรวมถึงระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เป็นจุดที่ทำให้เครือข่ายมิจฉาชีพเลือกใช้เป็นที่กบดานตั้งแต่แรก

ศรีลังกาไม่ได้ตั้งใจสร้างเงื่อนไขเหล่านี้ขึ้นมาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอาชญากร รัฐบาลเพียงต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเพื่อประคองประเทศ โดยช่องว่างที่เกิดจากนโยบายเปิดกว้างกลับถูกกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งเงินทุนและความสามารถในการปรับตัวสูง เข้ามาใช้เป็นโอกาสในการขยายเครือข่ายและดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งโมเดลแบบนี้พร้อมจะเกิดขึ้นซ้ำรอยได้ในอีกหลายประเทศ

การบุกจับกุมที่เกิดขึ้นเป็นหลักฐานชัดเจนว่าตำรวจศรีลังกาไม่ได้นิ่งนอนใจและเริ่มเปิดฉากลุยแล้ว ทว่าการไล่จับเพียงอย่างเดียวจะเอาอยู่หรือไม่ หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างนโยบายอย่างลึกซึ้ง ขาดความร่วมมือกับประเทศอื่น หรือไม่ยอมแลกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจบางอย่างเพื่อความมั่นคง คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า ศรีลังกาจะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงรายต่อไป หรือจะเป็นโมเดลที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า วงจรอุบาทว์ของการย้ายทำเลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์สามารถถูกตัดตอนลงได้ในที่สุด

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ค. 69)