ปธ.เฟดชิคาโกเตือน วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่านเสี่ยงทำเอเชียเผชิญ Stagflation

ออสแตน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวในการประชุม Bank of Japan-IMES ในวันนี้ (28 พ.ค.) ว่า ภาวะเงินเฟ้อจากราคาพลังงานซึ่งมีสาเหตุมาจากสงครามอิหร่านนั้น ยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจทำให้ประเทศในเอเชียมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูง (Stagflation)

กูลส์บีกล่าวว่า ในช่วงแรกนั้น มีการประมาณการในตลาดฟิวเจอร์ว่าราคาพลังงานจะอยู่ต่ำกว่าระดับปัจจุบันอย่างมาก ทว่าแม้ราคาน้ำมันชะลอตัวลงในช่วงนี้ จากสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ราคายังถือว่าสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามมาก

ในช่วงเช้าวันนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ดีดตัวขึ้นกว่า 1.81% แตะระดับ 96 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวขึ้น 1.71% แตะที่ระดับ 90.21 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าในช่วงก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยในตอนนั้นราคาน้ำมันเบรนท์อยู่ที่ระดับ 72 ดอลลาร์/บาร์รเล และราคาน้ำมัน WTI อยู่ที่ 67.02 ดอลลาร์/บาร์เรล

กูลส์บีได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย โดยกล่าวว่า เนื่องจากประเทศเหล่านี้เป็นผู้นำเข้าพลังงาน จึงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญผลกระทบในรูปแบบเดิมในอดีต คือภาวะ Stagflation

ทั้งนี้ กูลส์บีเป็นผู้ลงคะแนนเสียงคัดค้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของเฟดในปี 2568 โดยชี้แจงว่า การที่เขาเห็นต่างจากกรรมการเฟดคนอื่น ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เนื่องจากเขาต้องการหลักฐานที่ชี้ชัดว่าภาวะเงินเฟ้อจะไม่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ดี กูลส์บีกล่าวว่า หากเงินเฟ้อเริ่มกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟด อัตราดอกเบี้ยก็ควรจะปรับตัวลงสู่ระดับต่ำกว่าปัจจุบัน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)