ผถห.CPALL กว่า 96% โหวตคว่ำวาระโยก 3 บ.ย่อยรวม Virtual Bank กลุ่มซีพี

ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น บมจ.ซีพีออลล์ [CPALL] ลงมติไม่เห็นด้วยกับการให้บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และ บมจ.ซีพีแอ็กซ์ตร้า [CPAXT] เข้าไปอยู่กลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (AMCH) ซึ่งเป็นบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (เครือซีพี)

ทั้งนี้ ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย 3,125,972,315 เสียง คิดเป็น 96.4086% ส่วนผู้ที่เห็นด้วยมีเพียง 5,502,211 เสียง คิดเป็น 0.1697% งดออกเสียง 110,946,614 เสียง คิดเป็น 3.4217%

ขณะที่มีผู้เข้าประชุม 2,357 ราย รวม 6,015,397,440 หุ้น โดยในวาระนี้มีผู้ถือหุ้นที่ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง 6 ราย รวม 2,772,976,300 หุ้น

นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน CPALL ตอบคำถามผู้ถือหุ้นว่า หากไม่มีการแยกทั้ง 3 บริษัทออกไป CPALL จะยังคงดำเนินธุรกิจหลักตามปกติ ทั้งในส่วนของธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกรรมการให้บริการแก่ลูกค้า อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Virtual Bank ในอนาคตจะถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยขยายฐานลูกค้า คู่ค้า และอาจนำไปสู่การสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับข้อซักถามเกี่ยวกับแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับประโยชน์จากการจัดตั้ง Virtual Bank นั้น นายเกรียงชัย ระบุว่า CPALL ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Virtual Bank แต่อย่างใด เพียงแค่บริษัทมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายเดียวกับบริษัทที่ยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank เท่านั้น โดยสถานะของ CPALL ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจค้าปลีกเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการให้บริการทางการเงินภายใต้โครงสร้างเดิม

นอกจากนี้ หากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติไม่อนุมัติในหลักการดังกล่าว CPALL จะยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้น ส่วนในอนาคต บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้งส์ จำกัด (ACMH) จะมีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้นอย่างไรนั้น ถือเป็นเรื่องภายในที่ ACMH ต้องพิจารณาเอง และไม่มีความเกี่ยวข้องกับ CPALL

ส่วนประเด็นผลกระทบหากย้ายทั้ง 3 บริษัทไปอยู่ภายใต้ ACMH นายเกรียงชัย ชี้ว่า การโยกย้ายดังกล่าวจะทำให้บริษัทสูญเสียความคล่องตัวในการกำหนดนโยบายร่วมกันระหว่าง CPALL และบริษัทย่อยทั้งสาม รวมถึงสร้างความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น อาจทำให้สูญเสียความเป็นกลางในการร่วมมือทางธุรกิจกับสถาบันการเงินอื่น เนื่องจากปัจจุบัน “เคาน์เตอร์เซอร์วิส” มีการทำธุรกรรมร่วมกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ดังนั้น หากบริษัทย่อยต้องไปอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงิน ก็อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การดูแลรักษาข้อมูล ตลอดจนการดำเนินธุรกิจในภาพรวมได้

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ค. 69)