
บมจ.เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี [DEXON] ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีการตรวจสอบทางวิศวกรรมและนวัตกรรมการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing: NDT) หลังประสบความสำเร็จในการนำ “DEXON PIPEGLIDE” หุ่นยนต์ตรวจสอบท่อใต้น้ำ (Underwater Pipeline Inspection Robot) ที่บริษัทพัฒนาและออกแบบโดยทีมวิศวกรของบริษัทเองแบบครบวงจร (Fully In-house Design & Manufacturing) เข้าปฏิบัติงานจริงภายในโรงงานของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ชั้นนำของไทยในจังหวัดระยอง โดยสามารถช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนจากการหยุดระบบและการเตรียมพื้นที่ตรวจสอบได้มากกว่า 3 ล้านบาทต่อการตรวจสอบ 1 ครั้ง พร้อมยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการบริหารความสมบูรณ์ของระบบท่อในโรงงานอุตสาหกรรม
โครงการดังกล่าวเป็นการตรวจสอบระบบท่อใต้น้ำและระบบท่อในโรงงานอุตสาหกรรมภายใต้สภาวะเดินระบบ (On-Stream Inspection) ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในโรงงานปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่ระบบท่อจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ใต้น้ำ พื้นที่อับอากาศ หรือพื้นที่เข้าถึงยาก ซึ่งการตรวจสอบด้วยวิธีแบบดั้งเดิมมักจำเป็นต้องระบายน้ำออกจากระบบ (Drain System) และหยุดการเดินระบบการผลิต (Shutdown) เพื่อเปิดพื้นที่ให้บุคลากรสามารถเข้าดำเนินการตรวจสอบได้โดยตรง
กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังสร้างต้นทุนจำนวนมาก ทั้งค่าใช้จ่ายจากการหยุดผลิต การก่อสร้างนั่งร้านหรือโครงสร้างชั่วคราว ค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน รวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการทำงานบนที่สูงหรือในพื้นที่อันตราย นอกจากนี้ การหยุด–เริ่มระบบใหม่ยังส่งผลต่อการใช้พลังงานและทรัพยากรเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนขององค์กร
DEXON จึงได้พัฒนา “DEXON PIPEGLIDE” เพื่อเข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดของกระบวนการตรวจสอบแบบเดิม โดยตัวระบบถูกออกแบบให้สามารถเคลื่อนที่และปฏิบัติงานภายในสภาพแวดล้อมใต้น้ำได้ พร้อมผสานเทคโนโลยีการตรวจสอบด้วยคลื่นอัลตราโซนิกแบบหลายมุม (Phased Array Ultrasonic Testing: PAUT) ซึ่งเป็นเทคนิคการตรวจสอบขั้นสูงที่สามารถควบคุมมุม ทิศทาง และจุดโฟกัสของคลื่นอัลตราโซนิกได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถสแกนพื้นที่ภายในท่อได้หลายมิติ พร้อมแสดงผลเป็นภาพตัดขวางของเนื้อวัสดุ (Cross-sectional Imaging) เพื่อช่วยให้วิศวกรสามารถตรวจพบการกัดกร่อน (Corrosion) รอยแตกร้าว (Crack) รอยรั่ว และความเสียหายเชิงโครงสร้างได้อย่างละเอียดและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ระบบยังสามารถตรวจสอบบริเวณแนวรอยเชื่อมและจุดวิกฤตของระบบท่อ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มักเกิดความเสียหายสะสมจากการใช้งานในระยะยาว โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล เพื่อรองรับการวิเคราะห์ด้าน Pipeline Integrity Assessment (การประเมินความสมบูรณ์ของระบบท่อ) และการวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) อย่างเป็นระบบ ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Integrity Management) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผลจากการนำ DEXON PIPEGLIDE ไปใช้งานจริง สามารถช่วยลดขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ตรวจสอบ ลดการติดตั้งนั่งร้าน ลดจำนวนบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง และลดระยะเวลาในการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญคือสามารถดำเนินการตรวจสอบได้โดยไม่จำเป็นต้อง Shutdown ระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนรวมได้มากกว่า 3 ล้านบาทต่อการตรวจสอบ 1 ครั้ง พร้อมรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการผลิตและลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
ในมิติด้านความปลอดภัย เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยลดความเสี่ยงของบุคลากรจากการทำงานในพื้นที่อับอากาศ ใต้น้ำ หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกันยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการระบายน้ำ การใช้พลังงานจากการหยุด–เริ่มระบบใหม่ และลดการใช้วัสดุหรือโครงสร้างชั่วคราวที่ไม่จำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจด้าน Sustainability และ ESG ของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
นายมาร์ติน สตูวิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DEXON กล่าวว่า DEXON PIPEGLIDE คือผลลัพธ์ของการพัฒนาเทคโนโลยีจากความเข้าใจ Pain Point ของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เราไม่ได้มองเพียงการตรวจสอบ แต่เรามองถึงการช่วยลูกค้าลด Downtime ลดความเสี่ยง และสามารถบริหารสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ความสามารถในการออกแบบและผลิตเทคโนโลยีเอง ทำให้ DEXON สามารถพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์งานจริงได้อย่างรวดเร็ว และสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจให้กับลูกค้าได้อย่างชัดเจน
ความสำเร็จของโครงการครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ DEXON ในฐานะ “Technology Owner” ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอบขั้นสูงได้ด้วยทีมวิศวกรของบริษัทเอง พร้อมยกระดับมาตรฐานงานตรวจสอบทางวิศวกรรมของไทยสู่ระดับสากล และสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในระยะยาว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ค. 69)





