น้ำมัน WTI ปิดลบ 1.54 ดอลลาร์ หลังตลาดคลายกังวลวิกฤตฮอร์มุซ

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (29 พ.ค.) และปิดสัปดาห์นี้ด้วยการร่วงลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. ขณะที่เทรดเดอร์รอความชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 1.54 ดอลลาร์ หรือ 1.73% ปิดที่ 87.36 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 1.66 ดอลลาร์ หรือ 1.77% แตะที่ 92.05 ดอลลาร์/บาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงราว 11% ในสัปดาห์นี้ และถือเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์หนักที่สุดในรอบ 7 สัปดาห์ ส่วนน้ำมัน WTI ร่วงลงมากกว่า 9% ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ โดยทั้งสองสัญญาต่างแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กลางเดือนเม.ย.

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดำเนินมานาน 3 เดือน เต็มไปด้วยกระแสข่าวเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้ง ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยช่องทางเดินเรือดังกล่าวใช้ขนส่งน้ำมันและก๊าซคิดเป็น 1 ใน 5 ของอุปทานโลก แม้ทั้งสองฝ่ายจะส่งสัญญาณว่าข้อตกลงใกล้เกิดขึ้น แต่รายละเอียดที่ทั้งสองฝ่ายอธิบายยังคงแตกต่างกันบางส่วน

สำนักข่าว Fars ของอิหร่านรายงานว่า ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งอิหร่านยังไม่ได้อนุมัติอย่างเป็นทางการ กำหนดให้อิหร่านเปิดช่องแคบโดยไม่มีข้อจำกัด แต่อิหร่านจะเปิดเส้นทางเดินเรือตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้าของตนเอง โดยก่อนหน้านี้ อิหร่านระบุว่า หลังสงครามยุติ จะเข้ามาควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านเส้นทางดังกล่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องอีกครั้งให้อิหร่านเปิดช่องแคบโดยทันที หลังการปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันผันผวนอย่างหนัก โดยทั้งน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI เคยแกว่งตัวมากถึง 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน จากสัญญาณที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

นักวิเคราะห์จาก UBS กล่าวว่า แม้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกจำกัด และปริมาณน้ำมันสำรองยังลดลง แต่ตลาดยังคงให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมมองว่าการปรับลดลงของราคาน้ำมันอาจบีบให้นักลงทุนบางส่วนปิดสถานะซื้อเก็งกำไร

ทั้งนี้ มีรายงานว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.) เพื่อขยายเวลาหยุดยิงและยกเลิกข้อจำกัดด้านการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการเดินเรือผ่านจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยนักวิเคราะห์ของ ING มองว่า การเปิดช่องแคบอีกครั้งจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดน้ำมันได้ในระยะสั้น แต่การฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบยังคงไม่แน่นอน

ญี่ปุ่น ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก มียอดนำเข้าน้ำมันดิบในเดือนที่แล้วลดลง 66% เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย.ปีก่อน

Commerzbank ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์สู่ระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในสิ้นเดือนก.ย. และ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในสิ้นปี ภายใต้สมมติฐานว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังไม่กลับมาเปิดเดินเรือตามปกติอีกอย่างน้อย 2 เดือน

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.) ว่า ปริมาณน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันกลั่นคงคลังของสหรัฐฯ ลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากความต้องการของโรงกลั่นและผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกน้ำมันลดลง 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 พ.ค. 69)