
หุ้นบริษัท เอนเฟลม (Enflame) ผู้ผลิตชิปสัญชาติจีน ที่กำลังเร่งพัฒนาชิปประมวลผลภายในประเทศเพื่อขึ้นมาประชันกับคู่แข่งรายใหญ่อย่างอินวิเดีย (Nvidia) พุ่งทะยานขึ้นถึง 206% ในการซื้อขายวันแรก ณ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ท่ามกลางกระแสความต้องการชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง
การเสนอขายหุ้น IPO ของเอนเฟลมได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยการเสนอขายแก่นักลงทุนรายย่อยรอบแรกนั้น มียอดจองซื้อท่วมท้นเกินจำนวนหุ้นจัดสรรกว่า 6,000 เท่า จนบริษัทต้องตัดสินใจจัดสรรหุ้นเพิ่มเติมให้แก่ผู้จองซื้อกลุ่มดังกล่าว
เอนเฟลม ซึ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่างเทนเซ็นต์ (Tencent) ถือหุ้นหนุนหลังอยู่นั้น จัดอยู่ในกลุ่ม “สี่มังกรน้อย” แห่งวงการผลิตชิป AI ของจีน และเป็นบริษัทสุดท้ายในกลุ่มนี้ที่เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ก่อนหน้านี้ หุ้นของเพื่อนร่วมกลุ่มอีก 3 บริษัทต่างพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงเมื่อเปิดตัว และยังคงยืนราคาสูงกว่าเดิมมาตลอด ทั้ง เมตาเอ็กซ์ (MetaX) ที่ทะยานขึ้นเกือบ 700% ในวันแรกของการซื้อขายเมื่อเดือนธ.ค., มัวร์เธรดส์ (Moore Threads) ที่บวกขึ้นกว่า 400% ในวันเปิดตัว และปี้เริ่น (Biren) ที่พุ่งขึ้น 76% ในการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อเดือนม.ค.
เวลานี้ นักลงทุนต่างเดิมพันว่า ผู้ผลิตชิปสัญชาติจีนจะสามารถก้าวขึ้นมาแทนที่อินวิเดียในตลาดแดนมังกรได้ โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัยไอดีซี (IDC) ในหนังสือชี้ชวนของเอนเฟลมระบุว่า ผู้ผลิตชิปต่างชาตินำโดยอินวิเดีย เคยครองส่วนแบ่งในตลาดชิปเร่งความเร็วเอไอ (AI accelerator market) ของจีนอยู่เกือบ 60% ในปี 2568
ทว่า การส่งออกสู่ตลาดชิปประมวลผลศูนย์ข้อมูลในจีนของอินวิเดียกลับต้องปิดฉากลง จากมาตรการควบคุมการส่งออกของรัฐบาลสหรัฐฯ ประกอบกับท่าทีไม่กระตือรือร้นของรัฐบาลปักกิ่งในการนำเข้าชิปขั้นสูง ในขณะที่จีนกำลังมุ่งหน้าสู่การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีอย่างเต็มกำลัง
รายงานของโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) เมื่อเดือนส.ค. ระบุว่า การเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเซมิคอนดักเตอร์ของจีนกำลังเร่งตัวขึ้น โดยการเติบโตของโมเดลรากฐาน ตลอดจนการประยุกต์ใช้งาน AI ในประเทศ ได้กลายเป็นพลังผลักดันความก้าวหน้าครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาชิป AI, โรงงานผลิตชิป, ชิปหน่วยความจำ ไปจนถึงเทคโนโลยีการประกอบและบรรจุชิปขั้นสูง
ปัจจุบัน บริษัทสตาร์ตอัปของจีน เช่น มูนช็อต เอไอ (Moonshot AI) เจ้าของโมเดล “Kimi K3” สามารถร่นระยะห่างจนประชิดขีดความสามารถของโมเดลแถวหน้าจากสหรัฐฯ ได้แล้ว ขณะที่ระบบ AI ของจีนก็มีผู้นำไปใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลก ส่วนคู่แข่งอย่าง แซดดอตเอไอ (Z.ai หรือ จื้อผู่ เอไอ) เปิดเผยว่า โมเดล “GLM-5.3-Flash” ทำงานบนชิปที่ผลิตขึ้นภายในจีนทั้งหมด โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าน่าจะเป็นการผสานพลังกันระหว่างชิปของหัวเว่ย (Huawei), เอนเฟลม และผู้ผลิตในประเทศรายอื่น
เอนเฟลมก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2561 โดยมุ่งพัฒนาหน่วยประมวลผล AI ในช่วงที่จีนกำลังเร่งยกระดับการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางขีดความสามารถของนักพัฒนาในประเทศที่รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
ทั้งนี้ เอนเฟลมระบุว่า มีแผนจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้พัฒนาและผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับชิป AI รุ่นที่ 5 และรุ่นที่ 6 เพื่อยกระดับสมรรถนะให้ทัดเทียมกับผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ของคู่แข่งต่างชาติ
สำหรับผลประกอบการในปี 2568 เอนเฟลมมีรายได้ 990 ล้านหยวน (ราว 147 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากระดับ 722 ล้านหยวนในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงขาดทุนต่อเนื่องและยังไม่สามารถทำกำไรได้
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช





