
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงเล็กน้อยในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียวันนี้ (4 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรหลังราคาปรับตัวขึ้น 3 วันติดต่อกัน ขณะที่ยังคงติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและแนวโน้มอุปทานน้ำมันดิบของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
ณ เวลา 09.20 น. ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 1.17% สู่ระดับ 96.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเทอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปรับตัวลง 1.18% สู่ระดับ 94.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบทั้งสองชนิดปรับตัวลงหลังจากพุ่งขึ้นเกือบ 2% เมื่อวานนี้ ส่งผลให้แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านอุปทานยังจำกัดการปรับตัวลงของราคา โดยข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 29 พ.ค. ลดลงถึง 8 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงราว 3 ล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้นแตะ 5.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากผู้ซื้อในยุโรปและเอเชียเร่งหาแหล่งอุปทานทางเลือก ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
EIA ยังประเมินว่า ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจเข้าสู่ระดับวิกฤตก่อนถึงช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีความต้องการใช้น้ำมันสูง หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป
ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดยังคงให้ความสำคัญกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งได้เพิ่มพรีเมียมความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) ให้กับราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ โดยบรรดานักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดของโลก
สำหรับเหตุการณ์ความขัดแย้งล่าสุดในสัปดาห์นี้รวมถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านต่อคูเวตและบาห์เรน ตลอดจนการโจมตีของสหรัฐฯ ต่อเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กองกำลังอิสราเอลได้ขยายปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
แม้สหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อเย็นวันพุธ (3 มิ.ย.) ว่า อิสราเอลและเลบานอนได้ตกลงเดินหน้าตามข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะยุติการโจมตีทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ความพยายามทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังแทบไม่มีความคืบหน้า ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและกระทบต่ออุปทานพลังงานในภูมิภาคมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความวิตกบางส่วนได้คลี่คลายลง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ผ่านพอดแคสต์ว่า อิหร่านตกลงที่จะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อ ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังว่าจะมีความคืบหน้าทางการทูตในอนาคต
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)





