ฝ่ายค้านจับมือ สว. ยื่นปธ.รัฐสภาส่งศาลฏีกาไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ,นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ,นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พรรคการเมืองฝ่ายค้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมกันแถลงข่าวการยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ในคดีซุกหุ้น

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการจัดทำคำร้องให้มีความรอบคอบ และรัดกุมมากที่สุด ซึ่งข้อมูลประกอบไปด้วย สิ่งที่ปรากฎตามหน้าสื่อ รวมถึงเทปบันทึกที่ตัวแทน ป.ป.ช.ได้เข้ามาชี้แจงในที่ประชุมวิปฝ่ายค้าน เท่าที่พวกเราจะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ ซึ่งเนื้อหาที่อยู่ในคำร้องเอกสารจำนวนหลายหน้า ประกอบไปด้วย 4 ข้อกล่าวหาหลัก คือ

1. ป.ป.ช. ใช้กระบวนการในการตรวจสอบไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีข้อบกพร่อง เพราะ ป.ป.ช.ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ก่อนที่จะยกคำร้องที่เกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่ระเบียบ ป.ป.ช.กำหนดให้ต้องทำอย่างถี่ถ้วน และต้องมีการตรวจสอบในเชิงลึกก่อน รวมถึงกรณีที่ ป.ป.ช.ไม่ได้มีการไต่สวน หรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนก่อนที่จะมีการยกคำร้องที่เกี่ยวกับฐานความผิดอาญา อีกทั้ง ป.ป.ช. ยังไม่ได้มีการเรียกผู้ร้อง คือ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล มาให้ถ้อยคำแต่อย่างใด และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางทางการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยไต่สวนไว้

2. ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีนี้ไม่ชอบ ไม่พิจารณาอย่างตรงไปตรงมาผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง เช่น ป.ป.ช. วินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ไม่มีเจตนาจงใจในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการไต่สวนกรณีนี้ไว้แล้ว ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ รวมถึงการละเว้นการวินิจฉัยในประเด็นสำคัญที่ว่า นายศักดิ์สยาม ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น หรือไม่

3. ป.ป.ช.จงใจปกปิดพฤติการณ์ตรวจสอบไม่โปร่งใส ป.ป.ช. เพิกเฉย และไม่ตรวจสอบ ไม่ตอบสนองคำขอจากผู้ร้องในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับกระบวนการการตรวจสอบ รวมถึงความล่าช้าและเพิกเฉยต่อการเปิดเผยผลการตรวจสอบ เช่น มติคำร้องเรื่องบัญชีทรัพย์สิน ตั้งแต่เดือนก.ย.68 และมติยกคำร้องเรื่องคดีอาญา ตั้งแต่ก.พ.69 แต่เพึ่งจะออกแถลงการณ์สู่สาธารณะ เมื่อเดือนเม.ย.69 โดยไม่มีการแจ้งผลต่าง ๆ เหล่านั้นกลับมายังผู้ร้องโดยตรง

4. ป.ป.ช.จงใจละเว้นละเลยไม่ตรวจสอบในมูลฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบและวินิจฉัยฐานความผิด ในคำร้องหรือข้อเท็จจริงในคดี อย่างความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126 เป็นต้น

ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 236 ก็จะเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาในการใช้ดุลพินิจตรวจสอบตามคำร้องตามหลักฐานที่ตนได้แสดงว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่

“ประธานรัฐสภา ไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยว่า ป.ป.ช.ผิดหรือไม่ผิด แค่ใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งในมุมของตัวเอง และเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมลงชื่อกัน พวกเราเชื่อว่า หลักฐานที่เราได้แนบมาในคำร้องนี้ ยืนยันแล้วว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอประธานรัฐสภาควรจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกา ให้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ เพื่อดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด”นายณัฐพงษ์ กล่าว

ส่วนปัญหาว่าประธานรัฐสภาจะส่งเรื่องต่อไปที่ศาลหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจโดยแท้ของประธานรัฐสภา ในการพิจารณาว่ามีเหตุอันควรสงสัย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาคงไม่ได้ใช้กระบวนการล็อบบี้ หรือพูดคุยหลังบ้าน เชื่อว่าหลักฐานที่ได้แสดง เป็นหลักฐานที่ไม่น่าจะมีใครปฏิเสธได้ ว่าเป็นเหตุอันควรเชื่อได้ว่าต้องมีการส่งต่อไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมา

อย่างไรก็ดี หากประธานรัฐสภาไม่ส่งเรื่องต่อให้ศาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะมีช่องทางกฎหมายอื่น แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด ซึ่งผู้ใช้อำนาจรัฐไม่ว่าจะเป็นใครรวมถึงประธานรัฐสภา หากใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็มีช่องทางยื่นร้องในการตรวจตรวจสอบ หากประธานรัฐสภาจะปัดตก นอกจากจะค้านต่อสายตาของสังคม ส่วนตัวเชื่อว่าอาจจะเป็นการใช้ดุลยพินิจที่อาจไม่ถูกต้อง เมื่อมองจากมุมมองของพวกเรา

“ดังนั้น อยากให้สังคมช่วยกันวิเคราะห์ว่า ประธานรัฐสภา โดยเฉพาะพิจารณาในกรณีนี้ รวมถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทาง ป.ป.ช.เอง มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันอย่างไร ถ้าการปัดตกขึ้นมา ให้สังคมช่วยตัดสินว่า ตกลงแล้วเกี่ยวข้องกับระบอบสีน้ำเงินที่กล่าวไว้หรือไม่” ผู้นำฝ่ายค้าน ระบุ

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สังคมคาดหวัง คือ การทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา องค์กรอิสระ และตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภาแห่ง นี้ อยากให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพราะสิ่งที่เป็นความล้มเหลวในประเทศปัจจุบัน คือ บรรดาผู้มีอำนาจรัฐส่วนหนึ่งอาจไม่ได้ใช้อำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา แต่กำลังใช้อำนาจทางกฎหมายทำลายล้างฝั่งตรงข้าม เพื่อปกป้องพวกพ้อง

“อย่างที่ทุกคนเห็น ประธานรัฐสภาเองมาจากพรรคการเมืองใด นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นกลุ่มก้อนการเมืองไหน ดังนั้นให้สังคมช่วยตัดสินการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ จะเป็นอย่างไร” หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

 

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การดำเนินการของ ป.ป.ช. ในคดีนี้มีสิ่งที่ชวนสงสัยว่า ดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายประการ จึงได้ร่วมกับพรรคประชาชน พรรคฝ่ายค้าน และวุฒิสภาลงนามส่งเรื่องไปยังประธานรัฐสภา โดยหยิบยกการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ที่มีการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า มีบางประเด็นที่ ป.ป.ช.จงใจไม่วินิจฉัย ซึ่งการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ มีข้อยุติทั้งเรื่องข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย โดยได้ยื่นเรื่องไปยัง ป.ป.ช. อีกคำร้องหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หวังว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว และพรรคประชาธิปัตย์จะเกาะติดเรื่องนี้เป็นระยะๆ

 

ด้านน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า ในนาม สว.อิสระที่ร่วมลงชื่อ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อื้อฉาวที่สุดที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศรับรู้

“มองจากดาวอังคาร ก็เห็นเป็นการยกคำร้องที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และขัดกับความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ” สว.นันทนา กล่าว

พร้อมเห็นว่า ถ้าประธานรัฐสภาไม่ส่งเรื่องนี้ไปยังประธานศาลฎีกา ก็ต้องตอบคำถามกับประชาชนทั้งประเทศว่า การที่ไม่ส่งนั้นเป็นไปตามคำครหานินทาเรื่องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ เชื่อว่าประชาชนตรวจสอบ และรอดูอยู่ เราจึงหวังว่า ประธานรัฐสภาจะเร่งตรวจรายชื่อและส่งไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว เพราะเรื่องนี้ยาวนานพอสมควร และเราต้องการความจริง

“ประธานรัฐสภา ต้องทำให้ความจริงเหล่านี้ปรากฏแก่สายตาประชาชน และไม่เป็นที่ครหาเรื่องระบอบสีน้ำเงินต่อไป” สว.นันทนา กล่าว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)