“ศุภมาส” สั่งสคบ.ฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้เคส “วอลโว่ EV-บ้านน็อกดาวน์” เร่งคืนเงินผู้บริโภค

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาเรื่องทั้งหมด 48 เรื่อง และมีมติดำเนินคดีแพ่งกับผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวม 35 คดี ครอบคลุมคดีอสังหาริมทรัพย์ การให้บริการ การซื้อสินค้าทั่วไป และสินค้าออนไลน์ ซึ่ง 1 ใน 3 ของเรื่องร้องเรียนที่เข้ามายัง สคบ. เป็นคดีซื้อขายออนไลน์ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล

 

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า คดีที่ได้รับความสนใจมาก คือ คดีแพ่งบริษัท สแกนดิเนเวียน ออโต้ จำกัด และบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในกรณีผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า Volvo รุ่น EX30 จากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของแบตเตอรี่ และคดีแพ่ง หจก.สมเด็จโมเดิร์นโฮม กับนายจิรายุ บุษบารัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการ กรณีผิดสัญญาว่าจ้างทำบ้านน็อกดาวน์ และส่งมอบไม่ได้ตามสัญญา โดยทั้ง 2 คดี สคบ. มีมติให้ฟ้องเพื่อบังคับให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ย และชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้บริโภค โดยคดีบ้านน็อกดาวน์ได้เสนอศาลสั่งจ่ายค่าเสียหาย เพื่อการลงโทษเพิ่มด้วย

พร้อมกันนี้ ขอให้ผู้บริโภค ตรวจสอบสัญญาและเงื่อนไขให้รอบคอบก่อนวางเงิน โดยเฉพาะการซื้อรถยนต์, การว่าจ้างสร้างบ้าน และการสั่งซื้อออนไลน์ รวมถึงเก็บหลักฐานการซื้อขายสินค้าและบริการ หากไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect และเว็บไซต์ ocpb.go.th.

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ สคบ. เป็นหน่วยงานที่รวดเร็ว เชิงรุก เด็ดขาด และเป็นที่พึ่งของประชาชน ตามนโยบาย สคบ. พลัส 5 ด้าน ได้แก่

1. ทำงานเชิงรุกป้องกันก่อนเสียหาย ด้วย Consumer Risk Dashboard

2. ยกระดับศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ เป็นระบบ One Stop Service

3. กำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ และ E-Commerce ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ ETDA และ ปปง.

4. ใช้ AI คัดกรองเรื่องร้องทุกข์ และแจ้งเตือนเร่งด่วนอัตโนมัติ

5. เป็นองค์กรสีขาวโปร่งใส ตั้งเป้าคะแนน ITA การรับรู้ภายนอกเต็ม 100 คะแนน

“สคบ. ต้องรวดเร็ว เชิงรุก เด็ดขาด และพึ่งพาได้ ผู้ประกอบการที่เอาเปรียบผู้บริโภคต้องรับผิดชอบ และผู้บริโภคที่เสียหาย ต้องได้เงินคืนทุกบาท” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ส่วนกรณีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้านั้น น.ส.ศุภมาศ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ สคบ. ก็ได้ลงพื้นที่ไปยังร้านรถเข็นที่เกิดเหตุ แต่ก็พบว่าปิดร้าน แต่กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ สินค้าทุกอย่างในประเทศไทย จะต้องติดป้ายแสดงราคา หากไม่ติดป้ายจะถือว่ามีความผิด

อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคควรต้องตรวจสอบให้ดีก่อนสแกนจ่ายเงิน ว่าราคาสินค้าตรงกับที่ร้านแจ้งไว้หรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงการรูดบัตรเครดิต หรือสแกนจ่ายแบบปกติ ที่ผู้ค้าจะเป็นผู้คีย์ราคาก่อนจ่ายเงิน ซึ่งหากราคาไม่ตรงกัน ผู้บริโภคก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่ายเงิน

ส่วนกรณีร้านค้าของคนจีนย่านห้วยขวาง รับสแกนชำระค่าสินค้าเป็นเงินหยวนนั้น น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ขอตรวจสอบในรายละเอียดก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน เป็นแค่เห็นจากหน้าสื่อเท่านั้น แต่ยอมรับว่า ห้วยขวาง เป็นย่านที่ชาวจีนเข้ามาประกอบธุรกิจมาก ซึ่งจะให้ สคบ.ลงพื้นที่ไปตรวจสอบกรณีนี้อีกครั้ง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)