
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) และปิดตลาดรอบสัปดาห์นี้ในแดนลบ โดยนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของความพยายามสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชะลอตัวลงหลังจากปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 622.66 จุด ลดลง 1.79 จุด หรือ -0.29% และปรับตัวลง 0.5% ในรอบสัปดาห์นี้
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,218.24 จุด ลดลง 26.05 จุด หรือ -0.32%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,759.05 จุด ลดลง 185.90 จุด หรือ -0.75% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,368.05 จุด เพิ่มขึ้น 7.73 จุด หรือ +0.07%
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน แม้ว่าจะยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยความหวังต่อความคืบหน้าทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังมีจำกัด หลังทั้งสองประเทศเปิดฉากโจมตีกันในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนซึ่งสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ก็ยังมีความเปราะบาง หลังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าว
การพุ่งขึ้นของต้นทุนพลังงานส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยข้อมูลในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนเร่งตัวขึ้นในเดือนพ.ค. ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมสัปดาห์หน้า
นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะสอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ และแม้ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ ECB เปลี่ยนท่าที เนื่องจากหลังจากเผชิญราคาพลังงานสูงต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน โดย ECB มองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อทางอ้อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
บรรยากาศการลงทุนยังได้รับแรงกดดันจากข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายจ้างเพิ่มการจ้างงานในเดือนพ.ค. มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ และส่งผลกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของยุโรปร่วงลง 2.9% และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด หลังจากก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นราว 30% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมดของดัชนี STOXX 600
แรงขายดังกล่าวสอดคล้องกับการชะลอตัวของหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกในสัปดาห์นี้ หลัง Broadcom รายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวัง
หุ้นผู้ผลิตชิปยุโรปอย่าง Infineon และ Aixtron ปรับตัวลง 9.1% และ 4.8% ตามลำดับ ขณะที่หุ้นบริษัทอุปกรณ์สำหรับ AI อย่าง Legrand และ Schneider Electric ร่วงลง 2.3% และ 4.5% ตามลำดับ
ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เสนอร่างกฎหมาย Cloud and AI Development Act และ Chips Act 2.0 เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมคลาวด์ AI และเซมิคอนดักเตอร์ภายในยุโรป รวมถึงลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์จาก Raymond James กล่าวว่า เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นธีมการลงทุนสำคัญของยุโรป และมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษนี้ไปจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2030
ด้านหุ้นกลุ่มบริการทางการเงินปิดสัปดาห์ลดลง 0.8% หลังคำขอไถ่ถอนเงินลงทุนจากผู้จัดการกองทุนเพิ่มขึ้น จนจุดกระแสความกังวลเกี่ยวกับความเปราะบางของตลาดการลงทุนภาคเอกชนอีกครั้ง
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Bodycote ผู้ให้บริการด้านการอบชุบความร้อน ร่วงลง 13% หลัง Apollo Global Management ระบุว่า ไม่มีแผนยื่นข้อเสนอซื้อกิจการบริษัท
ขณะที่หุ้น Raspberry Pi ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยว พุ่งขึ้น 27.6% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรตลอดปีนี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มิ.ย. 69)





