MSCI เปิดทาง SpaceX เข้ารวมในดัชนีเร็วขึ้น หวังหนุนแรงซื้อจากกองทุนทั่วโลก

MSCI ผู้จัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก ยืนยันเมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย.) ว่าจะยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิมสำหรับการนำหุ้น IPO ขนาดใหญ่เข้าคำนวณในดัชนี Global Standard Indexes ได้เร็วกว่าปกติ ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ได้รับการบรรจุเข้าดัชนีในเวลาอันรวดเร็ว หลังเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น

การตัดสินใจดังกล่าวอาจช่วยหนุนแรงซื้อจากกองทุนที่บริหารแบบอิงดัชนี (Passive Fund) ซึ่งใช้ดัชนีของ MSCI เป็นเกณฑ์อ้างอิง โดยหากสเปซเอ็กซ์ถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี กองทุนเหล่านี้จะต้องเข้าซื้อหุ้นของบริษัทเพิ่มเติม นอกเหนือจากกองทุนที่ติดตามดัชนี Nasdaq 100 และ FTSE Russell

สเปซเอ็กซ์ ซึ่งนำโดย อีลอน มัสก์ กำลังระดมทุนมูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้ามูลค่ากิจการไว้ที่ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสูงที่สุด แม้ว่าหุ้นที่สามารถซื้อขายได้อย่างเสรี (Free Float) ในวันแรกของการซื้อขายวันที่ 12 มิ.ย. จะมีเพียงประมาณ 7% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ตาม

MSCI ระบุว่า สเปซเอ็กซ์มีแนวโน้มผ่านเกณฑ์ทั้งด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดและสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด จึงอาจได้รับการบรรจุเข้าดัชนีหลังเริ่มซื้อขายเพียงประมาณ 10 วันทำการ โดยราคาขายหุ้น IPO ขั้นสุดท้ายมีกำหนดในวันที่ 11 มิ.ย. ก่อนเริ่มซื้อขายในตลาด Nasdaq ในวันถัดไป

แนวทางของ MSCI แตกต่างจาก S&P Global ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ปฏิเสธการนำสเปซเอ็กซ์เข้าคำนวณในดัชนี S&P500 อย่างรวดเร็ว โดยยังคงใช้เกณฑ์เดิมที่กำหนดให้บริษัทต้องมีกำไร

แม้รายได้ของสเปซเอ็กซ์ในปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 33% สู่ระดับ 1.867 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่บริษัทยังคงขาดทุนสุทธิ 4.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ก่อนหน้านี้ Nasdaq ได้ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางประการ เพื่อเปิดทางให้บริษัทขนาดใหญ่ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนใหม่ เช่น สเปซเอ็กซ์ และ Anthropic สามารถเข้าคำนวณในดัชนี Nasdaq 100 ได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน FTSE Russell ก็ได้ประกาศหลักเกณฑ์รับหุ้นเข้าใหม่แบบเร่งด่วน ซึ่งทำให้สเปซเอ็กซ์มีสิทธิ์ได้รับการบรรจุเข้าดัชนี Russell U.S. Equity Indexes และ FTSE Global Equity Index Series เช่นกัน

ทั้งนี้ MSCI เปิดเผยในบทความบนเว็บไซต์เมื่อเดือน ก.พ. ว่า กองทุนที่อิงดัชนีของ MSCI มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 5.79 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 มิ.ย. 69)