ครม.ไฟเขียว FTA ไทย-ภูฎาน เริ่มปี 70 ดันตลาดส่งออกใหม่โตเพิ่ม 1.2-1.4 หมื่นลบ.

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน (Thailand-Bhutan Free Trade Agreement: FTA) ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 พร้อมเตรียมดำเนินมาตรการรองรับ เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับตามเป้าหมาย ภายในวันที่ 1 ม.ค.70

สำหรับความตกลงการค้าเสรีไทย-ภูฏาน เป็นความตกลงฉบับแรกระหว่างไทยกับภูฏาน ครอบคลุม 10 บท และ 4 ภาคผนวก โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดเสรี และอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ตลอดจนสร้างกติกาทางการค้าที่ชัดเจน และเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ความตกลงฉบับปรับปรุงยังครอบคลุมเขตบริหารพิเศษเมืองแห่งสติเกเลฟู (Gelephu Mindfulness City: GMC) ของภูฏาน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังได้รับการพัฒนา

สำหรับการเปิดตลาดสินค้า ภูฏานจะยกเว้นอากรศุลกากรให้สินค้าไทยในสัดส่วนสูงถึง 99.8% ของรายการสินค้าทั้งหมด ขณะที่ไทยเปิดตลาดให้ภูฏาน 94% ของรายการสินค้า โดยสินค้าที่ไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์จากการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยจะมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มขึ้นจากภูฏาน อาทิ แร่ธาตุ ถั่งเช่า เห็ดมัตสึทาเกะ และผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิล

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ความตกลงนี้ คาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 0.02-0.03% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,130-4,340 ล้านบาท การส่งออกไทยไปภูฏาน เพิ่มขึ้น 229-266% หรือประมาณ 12,355-14,385 ล้านบาท และการลงทุนจากต่างประเทศในไทย เพิ่มขึ้น 0.05-0.06% หรือประมาณ 1,785-1,990 ล้านบาท ซึ่งแม้รัฐจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บอากรศุลกากรประมาณ 215,696 บาทต่อปี แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ไทยจะได้รับมีมูลค่าสูงกว่ามาก

“ความตกลงการค้าเสรีไทย-ภูฏาน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดส่งออกของไทยไปยังเอเชียใต้ สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชนไทยในอนาคต” น.ส.ลลิดา กล่าว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มิ.ย. 69)