เวิลด์แบงก์หั่นคาดการณ์ GDP เมียนมาเหลือโต 2% ชี้ราคาน้ำมันจากสงครามอิหร่านซ้ำเติมวิกฤต

ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเมียนมาในปีงบประมาณปัจจุบัน (ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2570) ลงเหลือ 2% จากเดิม 3% โดยระบุว่า วิกฤตราคาเชื้อเพลิงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น และยิ่งซ้ำเติมเมียนมาซึ่งบอบช้ำจากสงครามและถูกโดดเดี่ยวอยู่แล้ว

ปัจจุบันเศรษฐกิจเมียนมายังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 24.6% เมื่อเทียบรายปีในเดือนเม.ย. ตามรายงานเฝ้าระวังเศรษฐกิจเมียนมา (Myanmar Economic Monitor) ฉบับครึ่งปีล่าสุดของธนาคารโลกที่เผยแพร่ในวันนี้ (16 มิ.ย.)

ตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่รัฐบาลทหารเมียนมาตั้งเป้าไว้ว่าเศรษฐกิจจะโต 3.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ปีงบประมาณที่ผ่านมาเศรษฐกิจเมียนมาหดตัวไป 2%

เมลินดา กูด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา ระบุว่า “วิกฤตการณ์ล่าสุดนี้ยิ่งตอกย้ำความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก และหากสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจก็คงฟื้นตัวได้ยาก”

การปรับลดคาดการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่าเมียนมายังคงเปราะบาง โดยต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นเข้ามาซ้ำเติมปัญหาเดิม ทั้งเรื่องความไม่สงบในประเทศ อุปสงค์ที่ซบเซา และการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ นอกจากนี้ ราคาเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นยังเสี่ยงจะเร่งให้เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลงไปอีก

อย่างไรก็ดี ธนาคารโลกระบุว่าก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจเมียนมาเริ่มส่งสัญญาณทรงตัว โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นฟูหลังแผ่นดินไหว รวมถึงภาคการผลิต การก่อสร้าง และภาคบริการที่ยังประคองตัวได้ดี

สำหรับความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจ ได้แก่ สถานการณ์สู้รบที่ยังยืดเยื้อ การหยุดชะงักของการค้าและระบบโลจิสติกส์ รายได้จากการส่งออกที่ลดลง และความผันผวนของราคาพลังงานโลก

นอกจากนี้ ธนาคารโลกคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะยังอยู่ในระดับสูงที่ 20% ในปีนี้ และการขาดดุลการคลังจะทรงตัวในระดับสูงที่ 5.2% ของ GDP

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มิ.ย. 69)