ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า รายได้รวมของโรงพยาบาลทั้ง 6 แห่งที่ศึกษาน่าจะเติบโต 4% yoy แต่ลดลง 6% qoq ในไตรมาส 2/69 ซึ่งเป็นผลจากการที่ RAM รวมผลประกอบการของ THG ในงบการเงินรวม (ตั้งแต่ไตรมาส 3/68) แต่หากไม่รวม RAM รายได้รวมของกลุ่มโรงพยาบาลจะลดลง 1% yoy และ 5% qoq
โดย BH และ PR9 น่าจะยังมีรายได้เติบโตเป็นบวก เพราะมีนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์จากเมียนมาและตะวันออกกลาง ตรงข้ามกับ BDMS, BCH และ CHG ที่น่าจะมีรายได้ลดลงเล็กน้อย เนื่องจากผู้ป่วยในประเทศที่จ่ายค่ารักษาเองเข้ามาใช้บริการน้อยลงในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขการร่วมจ่าย (copayment) ของประกันสุขภาพสำหรับกลุ่มโรคเจ็บป่วยเล็กน้อยยังส่งผลต่อพฤติกรรมผู้ป่วย
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ระบุว่า เศรษฐกิจที่อ่อนตัวทำให้การส่งผ่านภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปให้กับผู้ป่วยทำได้ยากขึ้น จึงคาดว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมี GPM ลดลงในไตรมาส 2/69 และตั้งสมมติฐานว่า GPM เฉลี่ยของโรงพยาบาลที่ทำการศึกษาทั้ง 6 แห่งจะอยู่ที่ 33.0% หรือลดลง 80bp จากปีที่แล้วที่ 33.8% แต่ยังคงใกล้เคียงกับไตรมาส 1/69 อย่างไรก็ตาม BH น่าจะมี GPM เพิ่มขึ้น yoy เนื่องจากบริษัทปรับขึ้นค่ารักษา 4% ตั้งแต่ต้นปี 69 ส่วน CHG ได้ประโยชน์จากฐานที่ต่ำเพราะรายได้จากการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารเหลือเพียงเล็กน้อยในปี 68
ทั้งนี้ โรงพยาบาลจะระมัดระวังกับการใช้จ่าย (SG&A) มากขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศถูกกดดันจากเศรษฐกิจที่ซบเซา ฝ่ายวิเคราะห์จึงคาดว่า อัตราส่วน SG&A/รายได้ในไตรมาส 2/69 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยทั้ง yoy และ qoq ดังนั้น เมื่อรวมกับรายได้และอัตรากำไรที่อ่อนตัว จึงประมาณการว่ากำไรสุทธิรวมของโรงพยาบาลที่ทำการศึกษาน่าจะลดลง 5% yoy และ 11% qoq โดยคาดว่า RAM และ BCH จะมีกำไรสุทธิลดลง yoy มากที่สุด ขณะที่ CHG จะมีกำไรเติบโต yoy สูงที่สุด
แม้ว่ากลุ่มการแพทย์เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ (defensive) แต่กลับ underperform ตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญมาตั้งแต่ต้นปี โดยลดลง 1% YTD เทียบกับดัชนี SET ที่ปรับเพิ่มขึ้น 27% YTD ซึ่งหุ้นโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่ศึกษาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ -2SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี (BH -1.5SD และ RAM -1SD) เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับอุปสงค์ที่ลดลงของผู้ป่วยชาวต่างชาติจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการใช้จ่ายด้านสุขภาพในประเทศที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มลดระดับลงและเศรษฐกิจที่คาดจะเติบโตสูงขึ้นในปี 70 ทำให้เชื่อว่ากำไรของกลุ่มโรงพยาบาลจะผ่านจุดต่ำสุดและกลับมาฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง 69
จึงยังแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในกลุ่มการแพทย์ ขณะที่เลือก BH และ PR9 เป็นหุ้น Top pick เพราะทั้งสองบริษัทน่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการกลับมาของผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง โดยมองว่าการคลี่คลายความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์สะสมของผู้ป่วยชาวต่างชาติอาจหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ส่วน downside risk อาจมาจากเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนตัวและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 มิ.ย. 69)





