
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันอังคาร (23 มิ.ย.) ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของภาคธุรกิจ ซึ่งกดดันบรรยากาศการลงทุน
- ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 634.63 จุด ลดลง 4.64 จุด หรือ -0.73%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,340.71 จุด ลดลง 59.40 จุด หรือ -0.71%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,893.58 จุด ลดลง 246.11 จุด หรือ -0.98% และ
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,428.85 จุด ลดลง 9.00 จุด หรือ -0.09%
ดัชนี STOXX 600 ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. และหุ้นส่วนใหญ่ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเคลื่อนไหวในแดนลบ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นแรงกดดันสำคัญที่สุดต่อดัชนี STOXX 600 โดยดิ่งลง 3.7% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกเริ่มทบทวนมูลค่าของบริษัทที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงต้นไตรมาสจากกระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับ AI
หุ้น Infineon และหุ้น STMicroelectronics ร่วงลง 6.3% และ 8.5% ตามลำดับ ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์อย่างหุ้น ASML และ Aixtron ร่วงลง 5.7% และ 8.3% ตามลำดับ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของยุโรปถือเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมหลักในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้น บริษัทที่พึ่งพาการใช้จ่ายผ่านการก่อหนี้มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดย Infineon และ STMicroelectronics เป็นหนึ่งในบริษัทที่เพิ่งระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์ของ UBS กล่าวว่า หากบริษัทต่าง ๆ ยังจำเป็นต้องเพิ่มการก่อหนี้ก่อนที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เพียงพอ นักลงทุนอาจเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของหนี้สินดังกล่าว รวมถึงความยั่งยืนของผลกำไรในระยะยาว
เขาระบุเพิ่มเติมว่า การออกตราสารหนี้ในลักษณะนี้เป็นแนวโน้มที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ขณะเดียวกัน นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% และยังมองว่ามีโอกาสมากกว่า 50% ที่จะมีการปรับขึ้นอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 2569
ตลาดยังคงคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในปีนี้ แม้ว่า คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB จะพยายามลดความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อรอบสองเมื่อวันจันทร์ (22 มิ.ย.) ก็ตาม
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มปลอดภัยได้รับแรงซื้อ โดยหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวขึ้น 1.9% และหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 1.7%
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ยุโรปร่วงลง 3.3% ตามการปรับตัวลงของราคาสินทรัพย์โลหะมีค่า
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Bunzl พุ่งขึ้น 5.6% มากที่สุดใน STOXX 600 หลังจากผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ธุรกิจของอังกฤษปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ประจำปี ภายหลังผลประกอบการครึ่งปีแรกออกมาแข็งแกร่ง
ขณะที่หุ้น Signify ดิ่งลง 14.8% หลังจากบริษัทผู้ผลิตระบบแสงสว่างรายใหญ่ที่สุดของโลกปรับปรุงกลยุทธ์ธุรกิจ โดยตั้งเป้าให้อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITA) ที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ประมาณ 10% ภายในปี 2572
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มิ.ย. 69)





