
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (24 มิ.ย.) โดยดัชนีดอลลาร์พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือน ขานรับการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.2% แตะที่ 101.611
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 161.76 เยน จากระดับ 161.57 เยนในวันอังคาร (23 มิ.ย.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8124 ฟรังก์ จากระดับ 0.8100 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4237 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4214 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1355 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1379 ดอลลาร์ในวันอังคาร ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3162 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3188 ดอลลาร์
นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนก.ย. และจะปรับขึ้นอีก 0.25% ในเดือนธ.ค. เนื่องจากเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าที่คาดไว้
ด้านแบงก์ ออฟ อเมริกา (BofA) คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้
ทั้งนี้ BofA คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย., ต.ค. และธ.ค. โดยจะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.75% ในปีนี้
การคาดการณ์ดังกล่าวของ BofA ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่าความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลังการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) ในเดือนมิ.ย.ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “สายเหยี่ยว” หรือผู้สนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ (25 มิ.ย.) โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 4.0% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.8% ในเดือนเม.ย. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.3% ในเดือนเม.ย.
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)





