
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง “Tunnel Construction and Maintenance Technology” ว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากร โดยแต่ละประเทศจะให้คำแนะนำในส่วนที่มีความเชี่ยวชาญ เช่นเยอรมัน เชี่ยวชาญด้านสตีลไฟเบอร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้จะเน้นเรื่องความปลอดภัยและระบบถ่ายเทอากาศของอุโมงค์ ส่วนจีนเป็นเรื่องการขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา
สำหรับโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง จะมีการเจาะภูเขาทำอุโมงค์ทางด่วน ซึ่งจะต้องใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมที่ทันสมัย การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในเรื่องความปลอดภัยเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต
“ที่ผ่านมามีอุบัติเหตุในงานก่อสร้างอุโมงค์ ล่าสุด คืออุโมงค์ดอยหลวงรถไฟเด่นชัย-เชียงราย เป็นเหตุดินสไลด์ นอกจากนี้เคยมีอุโมงค์ของรถไฟไทย-จีน ก็เป็นสิ่งสะท้อนที่หน่วยงานจะต้องนำมาทบทวนและทำแผนป้องกันการก่อสร้างจุดเสี่ยงต่างๆ ดังนั้นอุโมงค์ทางด่วนภูเก็ตโครงการนำร่องที่จะสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย และจะมีการใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะอุโมงค์ ที่เป็นมาตรฐานปลอดภัยขั้นสูง มากำหนดในเงื่อนไขการก่อสร้างเสร็จเปิดใช้งาน สร้างความมั่นใจได้เช่นกัน”
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากที่ให้ กทพ.ปรับลดขนาดอุโมงค์กะทู้ลงจาก 17 เมตร เหลือ 14 เมตร เพื่อให้มีความเหมาะสมกับการลงทุน กับราคาค่าวัสดุก่อสร้างปรับขึ้น จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง โดยการลดขนาดอุโมงค์ไม่กระทบกับระบบอำนวยความสะดวกและปลอดภัยและขนาดช่องจราจร ยังเป็นไปตามเดิม คาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการได้ภายในปี 69
“เบื้องต้น กทพ.ได้ตั้งงบประมาณปี 70 ในการดำเนินการก่อสร้าง และจะแล้วเสร็จในปี 74 ทั้งส่วนกะทู้-ป่าตอง และโครงข่าย เฟส 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้
นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าฯ กทพ. กล่าวว่า โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง มีการลดขนาดอุโมงค์จาก17เมตรเหลือ14เมตรเพื่อให้ค่าก่อสร้างงานโยธาอยู่ในกรอบวงเงินเดิม11,000 ล้านบาท โดยมีการปรับลดขนาดไหล่ทาง ส่วนช่องจราจรยังเท่าเดิม และจะเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ มีการทบทวนปรับลดค่าผ่านทางเพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชนจากเดิม 40 บาทเป็น 20 บาท(รถ 4ล้อ) และ จาก 15 บาทเป็น 10 บาท (รถจักรยานยนต์) ทำให้ผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ลดลงจาก 4% เหลือ 2% ซึ่งจะไปเพิ่มการพัฒนาที่พักริมทางเพื่อหารายได้มาชดเชย
“ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง ผ่านบอร์ดกทพ.แล้ว คาดว่าจะเสนอกระทรวงคมนาคมได้ในเดือนก.ค. 69 คาดเสนอครม.อนุมัติในปีนี้ และเริ่มก่อสร้างปี 2570 แล้วเสร็จปี 74 ส่วนการเวนคืนงบประมาณ 6,000 ล้านบาท จะดำเนินการเสร็จ 100% ในเดือน ก.ย.69 สำหรับ โครงการทางด่วนภูเก็ตระยะที่2ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ระยะทาง30.62กม.วงเงินลงทุน 46,752ล้านบาทจะเสนอครม.ในปี 70 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี74พร้อมกับโครงการระยะที่1ช่วงกะทู้-ป่าตอง”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)





