“อภิสิทธิ์” ชำแหละงบฯ 70 ไร้อนาคต เตือนหนี้สาธารณะเสี่ยงพุ่ง แนะรัฐปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่า จากการศึกษางบประมาณปี 70 มองว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่เห็นอนาคต ตนไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสมเป็นเวลานาน แต่ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่า จะสะสางปัญหาที่หมักหมมนี้ได้อย่างไร และมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเดินไปข้างหน้าได้

นายอภิสิทธิ์ ชี้ให้เห็นว่า การที่มองไม่เห็นอนาคต เกิดจากโครงสร้างงบประมาณของประเทศ เดินมาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมดมีเพียงพอสำหรับงบประจำกับการใช้หนี้เท่านั้น โครงสร้างงบลงทุนปีนี้ มาจากการขาดดุลหรือการกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันนี้ศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากรและการหารายได้ ทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่ และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ ตัวเลขนี้น่ากลัวเมื่อเทียบกับการจัดเก็บภาษีอากรเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ก็ยังคงอยู่ที่ประมาณ 14.6 % ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ ความต้องการ ความคาดหวังของประชาชนเรื่องสวัสดิการ นับวันมีแต่จะสูงขึ้น แต่เสียดายว่า นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ไม่ได้มาฟังสภาแห่งนี้ ซึ่งใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ตนจึงย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถดูแลความต้องการของคนได้อย่างที่เราต้องการ

“ผมไม่แปลกใจ ไม่ต้องไปพูดถึงเป้าหมายที่ตั้งกันไว้นานแล้ว ว่าผู้สูงอายุควรจะได้เบี้ยเลี้ยงชีพ 3,000 บาท ปีนี้ในงบนี้ยังไม่สามารถเพิ่มได้ถึง 1,000 บาท ไม่มีการเพิ่มเบี้ยให้กับคนพิการ ไม่มีการให้เงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้าได้อย่างแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดมานานแล้ว และไม่ใช่เฉพาะปีนี้ ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย จนกว่าจะมีการปฏิรูประบบภาษี ผมอยากได้ยินจากนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ว่ามีแนวคิดอย่างไร และผมหวังว่าจะไม่หมกมุ่นอยู่กับความเพียรพยายามปรับภาษี vat ซึ่งควรเป็นทางเลือกสุดท้าย”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเก็บภาษีได้เท่านี้ จะเห็นว่างบประมาณที่มีการจัดสรรในปีนี้ กลายเป็นว่า มีเพียงงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้น 3.8% งบเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้น 5.6% แต่งบลงทุนกลับลดลง -13.1% นี่คือข้อเท็จจริงว่า ทุกบาททุกสตางค์ต้องไปกู้มาแล้ว เรายังมีพื้นที่ในการกู้ลดลงไปด้วย การลงทุนจึงแทบไม่มีโครงการอะไรใหม่ และเห็นว่าบางเรื่อง เช่น ความคาดหวังของชาวหาดใหญ่ ว่าจะต้องมีการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ไม่ปรากฏ ที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับคนที่นั่นได้

รวมทั้งไม่ต้องพูดถึงการลงทุนที่จะวางรากฐานระยะยาว ถ้าบอกว่าการลงทุนคงไม่ได้พึ่งงบประมาณอย่างเดียว ก็คิดว่ารัฐบาลไปกู้เงินเพิ่มมาอีก 400,000 ล้านบาท ที่จะเป็นเรื่องการลงทุน ไม่ใช่แจกจ่ายใน 200,000 ล้านบาทแรก แต่ก็กลายเป็นว่าใน 200,000 ล้านบาทหลัง เป็นเพียงการส่งเสริมให้มีการนำเข้าโซลาร์เซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่การลงทุน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การร่วมทุนกับเอกชน หรือ PPP ไม่เห็นมีโครงการใดคืบหน้า นอกจากพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่าคือ โครงการแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท นี่คือความเป็นจริงว่า ประเทศและงบประมาณของเรา ติดหล่มอยู่อย่างนี้ และจะติดหล่มอย่างนี้ถ้าไม่สะสาง จะทำให้งบประมาณบานปลายและเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งต้องรอการสะสางอย่างจริงจัง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า งบที่เพิ่มจริงๆเป็นงบบุคลากร ซึ่งเรายังไม่ยอมเผชิญกับความจริง อย่างยอดเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ตั้งไว้ 389,090 ล้านบาท มองว่า ไม่เพียงพอ เพราะช่วงปีที่ผ่านมาก็จ่ายเกิน 390,000 ล้านบาทไปแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระบบของภาครัฐ ที่ตั้งไว้เท่าเดิม 94,200 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงก็ทะลุ 100,000 ล้านบาทไปแล้ว

ขณะงบที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีนี้ก็ต้องเพิ่มไปเป็นกว่า 214,000 ล้านบาท ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ ถามว่าปัญหานี้จะแก้ไขอย่างไร ตนอยากฟังจากรัฐบาลว่า ตกลงทิศทางในเรื่องบุคลากรภาครัฐคืออะไร จะให้คนเกษียณอายุมากขึ้น หรือเราพยายามทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือมีนโยบายอย่างไร ในเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแล้ว และสิทธิประโยชน์ สำหรับคนที่เข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ถ้าไม่อยากไปแตะต้องสิทธิของคนที่เข้าใจว่าควรจะได้ตามนี้ อย่างน้อยควรเริ่มต้นได้แล้วว่า คนใหม่ที่เข้ามา ระบบบำเหน็จบำนาญ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล จะเป็นอย่างไร ที่ไม่ให้เงินทั้งหมดจบลงอยู่แค่ตรงนี้ เพราะถึงที่สุดจากประเด็นรายจ่ายตรงนี้ แทบไม่มีช่องว่างให้ลงทุนอะไรใหม่ แล้วจากการจัดเก็บรายได้ก็ยังต่ำ

อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า วันนี้หนี้สาธารณะของเราแม้ยังไม่ชนเพดาน ในเอกสารอยู่ที่ 66.4%แต่ถ้าศาลอนุญาตให้รัฐบาลกู้ 400,000 ล้านบาทเต็มจำนวน เพดานก็จะไปที่ 69 % ถ้าเอาภาระความเป็นจริงขณะนี้ รัฐบาลติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐ ตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง มีหนี้ค้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมตัวนี้ วันนี้ทะลุ 70% แล้ว และถ้ามองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า โอกาสที่จะไม่ให้ทะลุ 70% ก็ต้องทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละ 4% ซึ่งไม่ได้เห็นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว

“หมายความว่าหนี้สาธารณะ ไม่ไช่ทะลุเพดานแค่ 70% แต่มีโอกาสไปถึง 80 หรือ 90 % ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ผมจึงมองไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ ที่จะทำให้งบประมาณกลับมามีพื้นที่สำหรับการสร้างอนาคตให้กับประเทศได้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

*ชี้งบฯ ดีอี เพิ่ม แต่ไร้ยุทธศาสตร์ชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าดูการจัดสรรงบประมาณ น่าจะเป็นครั้งแรกที่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนใหญ่ต้องรับเงินลดลง ตอนนี้ถ้าให้ประชาชนทายว่ากระทรวงใดได้รับงบเพิ่ม ก็ทายถูกอยู่แล้วคือกระทรวงดีอีที่โด่งดัง และยอดเงินที่เพิ่มขึ้นก็ชี้แจงว่าเป็นการลงทุนในระบบคลาวด์ ซึ่งตนไม่เถียงเรื่องความจำเป็นในระบบคลาวด์ แต่งบที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้เห็นวิสัยทัศน์ หรือยุทธศาสตร์ของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีอื่นได้อย่างแท้จริงอย่างไร เป็นงบเช่นเดียวกับอีกหลายกระทรวง ที่ใส่คำว่าปัญญาประดิษฐ์เข้าไป วิ่งตามกระแส และเป็นการใช้งานเทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่า จะลงทุนให้ประเทศไทย สามารถได้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร

“ผมถึงบอกว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เราไม่เห็นอนาคต พร้อมขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลที่อภิปรายเมื่อสักครู่ ทำให้เห็นว่าความชัดเจนของงบประมาณนี้คืองบหาเช้ากินค่ำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มิ.ย. 69)