
ผลสำรวจความเห็นของนักลงทุนซึ่งจัดทำโดยสถาบัน Official Monetary and Financial Institutions Forum (OMFIF) เผยให้เห็นว่า มีธนาคารกลางทั่วโลกจำนวนมากขึ้นที่วางแผนจะปรับลดสัดส่วนการถือครองสกุลเงินดอลลาร์มากกว่าที่จะเพิ่มการถือครองในช่วง 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากความเสี่ยงทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ OMFIF เริ่มทำการสำรวจ
OMFIF ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ยังสำรวจพบว่า ธนาคารกลาง กองทุนบำเหน็จบำนาญภาครัฐ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจำนวน 90 แห่งที่เข้าร่วมการสำรวจในครั้งนี้ มีความกระตือรือร้นที่จะเพิ่มการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากระดับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ โดยสถาบันที่เข้าร่วมการสำรวจซึ่งดูแลสินทรัพย์รวมกันราว 10 ล้านล้านดอลลาร์ มองว่าความผันผวนได้กลายเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถาวรมากขึ้นเรื่อย ๆ และสถาบันเหล่านี้กำลังทดสอบแนวทางใหม่ ๆ ในการรับมือกับปัญหานี้ ซึ่งรวมถึงการนำ AI มาใช้แก้ปัญหา
นักเศรษฐศาสตร์ของ OMFIF กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สมมติฐานเดิมที่ว่านักลงทุนภาครัฐสามารถรอให้สภาพแวดล้อมกลับคืนสู่สภาวะปกติได้นั้น ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 3% ในปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ตลอดจนความต้องการสินทรัพย์ของสหรัฐฯ และการแห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ราว 79% ของธนาคารกลาง และ 60% ของกองทุนภาครัฐ เชื่อว่าระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกแบบหลายขั้ว
ผลสำรวจของ OMFIF สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ของสถาบันอื่น ๆ ทั่วโลกมีมุมมองเชิงลบเกี่ยวกับบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองหลัก อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมการสำรวจเกือบทั้งหมดมองว่าเงินหยวนเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่า ทองคำ ซึ่งทำสถิติราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องและถือครองโดยธนาคารกลางทั่วโลกถึง 82% นั้น ได้ขยับขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์การบริหารเงินทุนสำรอง และคาดว่าในระยะสั้นนี้ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางมีแผนจะเพิ่มการถือครองมากที่สุด โดยมีสัดส่วนสุทธิ 30% ของผู้ตอบแบบสำรวจที่ตั้งใจจะเพิ่มการถือครองคำในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)





