
นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่ม บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น [ILINK] เปิดเผยว่า บริษัทจะกลับเข้าสู่การเติบโต โดยตั้งเป้ารายได้ปี 69 ทะลุ 4,000 ล้านบาท จากปี 68 ที่มีรายได้ 3,285.19 ล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center ที่ขยายตัวในประเทศไทย ส่งผลให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผลประกอบการของ ILINK ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 68 มีรายได้ธุรกิจ Distribution + Engineering 3,285.20 ล้านบาท ลดลง 19.12% จากปี 67 ขณะที่มีผลขาดทุน 560.89 ล้านบาท พลิกจากกำไร 743.73 ล้านบาทในปี 67 เนื่องจากบริษัทรับรู้ขาดทุนจากการสูญเสียอำนาจควบคุมในบริษัทย่อย 746.72 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time Accounting Impact) และเป็นผลจากการปรับโครงสร้างการถือหุ้น ซึ่งบริษัทชี้แจงว่าเป็นผลกระทบเชิงบัญชี
นายสมบัติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้บริษัทเตรียมลงนามสัญญาโครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 กิโลโวลต์ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปยังเกาะสมุย มูลค่าโครงการประมาณ 1,800 ล้านบาท ในวันที่ 6 ก.ค.นี้ แม้การลงนามสัญญาจะล่าช้ากว่ากำหนด แต่บริษัทยืนยันว่ายังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับเป้าหมายได้
ส่วนโครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 230 กิโลโวลต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ไปยังเกาะสมุย มูลค่าโครงการประมาณ 9,125 ล้านบาท ซึ่ง ILINK เข้าร่วมประมูลกับพันธมิตรทางธุรกิจนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณา โดยกลุ่มของ ILINK เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด นอกจากนี้ บริษัทได้รับงานจัดซื้อ Smart Meter พร้อมระบบ 4G eSIM จากการไฟฟ้านครหลวง มูลค่าประมาณ 208 ล้านบาท เข้ามาเพิ่มเติม
ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทมีงานในมือ (Backlog) มูลค่าประมาณ 2,700 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงปี 69-70 โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 69 จะรับรู้รายได้จาก Backlog ราว 1,000 ล้านบาท
ขณะที่แนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 2/69 ยังคงเติบโตตามการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI ซึ่งจำเป็นต้องอาศัย Data Center และโครงข่ายการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพรองรับ
“แนวโน้มไตรมาส 2/69 ยังคงเติบโตดีตามกระแส AI ซึ่ง AI จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มี Data Center และโครงข่ายการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Interlink Group เรามีระบบ Ecosystem ที่สมบูรณ์ เราจึงไม่ใช่แค่ผู้ตามกระแส แต่เป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เทคโนโลยีแห่งอนาคตเกิดขึ้นได้จริง” นายสมบัติ กล่าว
ล่าสุดวันนี้ ILINK Group ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Unveiling the Next Move of INTERLINK Group” หรือ “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ และก้าวต่อไป เพื่อสะท้อนบทบาทของกลุ่มบริษัทในช่วงที่ประเทศไทยและภูมิภาคกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล Data Center, Cloud, AI, Energy Transition และ ASEAN Connectivity ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งด้านพลังงาน ระบบสื่อสาร และการเชื่อมต่อข้อมูล เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ทั้งนี้ ILINK Group ได้วางโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัทในเครือในรูปแบบ Infrastructure Ecosystem ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดจำหน่ายอุปกรณ์ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการบริหารและให้บริการโครงข่าย เพื่อรองรับความต้องการด้าน AI Infrastructure ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว ILINK จะดำเนินธุรกิจด้าน Digital Infrastructure Distribution โดยมุ่งเน้นการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ครอบคลุมระบบสายสัญญาณ ระบบเครือข่าย Data Center รวมถึงกลุ่มลูกค้าองค์กร สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล ระบบบริหารจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ
ส่วน บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (IPOWER) จะรับผิดชอบงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบสื่อสาร ครอบคลุมงานสายส่งไฟฟ้าแรงสูง สถานีไฟฟ้า สายเคเบิลใต้น้ำ ระบบ Smart Grid รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานแสงอาทิตย์
ขณะที่ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม [ITEL] จะดำเนินธุรกิจด้านการบริหารโครงข่ายและบริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ครอบคลุม Fiber Network, Data Center, International Gateway และการเชื่อมโยงโครงข่ายทั้งในระดับภูมิภาคและอาเซียน
นายสมบัติ กล่าวว่า การบูรณาการการดำเนินงานของทั้งสามบริษัทจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาเทคโนโลยี การก่อสร้างระบบ ไปจนถึงการบริหารและให้บริการโครงข่าย นอกจากนี้ ILINK Group มองว่าการลงทุนด้าน Data Center, Cloud Region, Smart Industry, Renewable Energy, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และเป็นโอกาสทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทในอนาคต
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)





