
บลู ออริจิน (Blue Origin) บริษัทด้านอวกาศเอกชนของสหรัฐฯ เปิดเผยในวันอังคาร (30 มิ.ย.) ว่า บริษัทจะนำแนวคิดเกี่ยวกับการปล่อยจรวดแบบผสมระหว่างแนวตั้งและแนวนอน (horizontal-vertical hybrid) มาใช้กับจรวดบรรทุกหนักรุ่น “นิว เกลนน์” (New Glenn) เพื่อเตรียมกลับมาทดสอบการบินอีกครั้งภายในปีนี้
เดฟ ลิมป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบลู ออริจิน เปิดเผยผ่านเอ็กซ์ (X) ว่า บริษัทจะไม่ซ่อมแซมแท่นยิงจรวดหมายเลข 36 (Launch Complex 36) ที่ได้รับความเสียหายในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ให้กลับไปเป็นรูปแบบเดิม หลังจากเกิดความผิดปกติครั้งใหญ่ระหว่างการทดสอบเครื่องยนต์ของจรวดนิว เกลนน์ เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จรวดนิว เกลนน์ เกิดระเบิดบนแท่นยิงระหว่างการทดสอบจุดระเบิดเครื่องยนต์ ณ สถานีอวกาศเคปคานาเวอรัล (Cape Canaveral Space Force Station) ในรัฐฟลอริดา
ลิมป์กล่าวว่า การสอบสวนหาสาเหตุของความผิดปกติดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป โดยผลการวิเคราะห์ในเบื้องต้นบ่งชี้ไปที่บริเวณส่วนท้ายของโครงสร้างจรวดท่อนแรก
ลิมป์ระบุเพิ่มเติมว่า เพื่อให้จรวดนิว เกลนน์ สามารถกลับมาบินได้ภายในปีนี้ บริษัทจะไม่สร้างฐานยิงในรูปแบบเดิมขึ้นมาใหม่ แต่จะเปลี่ยนไปใช้โครงสร้างแบบผสมระหว่างแนวตั้ง-แนวนอน ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่จะช่วยเพิ่มความถี่ในการปล่อยจรวดได้อีกด้วย
ทั้งนี้ บลู ออริจิน ถือเป็นพันธมิตรเชิงพาณิชย์รายสำคัญในโครงการอาร์เทมิส (Artemis) ซึ่งเป็นโครงการสำรวจดวงจันทร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา (NASA) โดยรายงานข่าวจากสื่อหลายสำนักระบุว่า เหตุระเบิดจากการทดสอบในเดือนพ.ค. อาจส่งผลให้ภารกิจของจรวดนิว เกลนน์ ในอนาคตต้องล่าช้าออกไป และอาจกระทบต่อตารางเวลาของภารกิจสำรวจดวงจันทร์บางส่วนของนาซาด้วยเช่นกัน
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช





