
รัฐบาลญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีขาออก (Departure Tax) เป็น 3,000 เยน (ประมาณ 615 บาท) ต่อคน หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากระดับเดิม เพื่อใช้เป็นเงินสนับสนุนมาตรการแก้ปัญหาที่เกิดจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ โดยปรับขึ้น 5 เท่า แตะ 15,000 เยนสำหรับวีซ่าเข้าครั้งเดียว และ 30,000 เยนสำหรับวีซ่าเข้าหลายครั้ง พร้อมกันนี้ยังปรับลดค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทางของชาวญี่ปุ่น เพื่อชดเชยภาระที่เพิ่มขึ้นจากภาษีขาออก
ภาษีดังกล่าวถูกเก็บรวมในราคาตั๋วเดินทาง โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของผู้โดยสาร และรัฐบาลจะนำรายได้ไปใช้เป็นหลักในการแก้ปัญหาความแออัดในแหล่งท่องเที่ยว เช่น การจัดพื้นที่เฉพาะในจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่มักมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเตรียมนำรายได้ส่วนหนึ่งไปพัฒนาโครงการท่องเที่ยวในภูมิภาค เช่น การพัฒนาเส้นทางรถไฟท้องถิ่นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และการปรับปรุงอาคารสถานีรถไฟ เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่แออัด
อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารที่เปลี่ยนเครื่องในญี่ปุ่นและพำนักไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าว ขณะที่ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วก่อนวันอังคาร (30 มิ.ย.) จะถูกเก็บในอัตราเดิมที่ 1,000 เยน
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ภาษีขาออก หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “ภาษีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ” สร้างรายได้ราว 4.9 หมื่นล้านเยนในปีงบประมาณ 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 1.3 แสนล้านเยนในปีงบประมาณ 2569
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมมีเป้าหมายสะท้อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าเงินเยนที่อ่อนค่า และคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





