
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงกรณีหากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ จะกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ที่กกร.ประเมินไว้หรือไม่ว่า การประเมินดีจีพีของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้รวมกับสถานการณ์ในตะวันออกไว้แล้ว โดยมองว่า น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shaped โดยครัวเรือนยังมีกำลังซื้อต่ำจากผลกระทบของค่าครองชีพที่สูงขึ้น และตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง ขณะที่การส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่ขยายตัวสูงไม่ได้ส่งผ่านสู่การขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงและการจ้างงานเทียบเท่ากับในอดีต สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดั้งเดิม
“ความจำเป็นที่เราจะเห็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกยังมีต่อเนื่อง แม้การรบจะไม่เกิด แต่การรบในรูปแบบเศรษฐกิจยังต่อเนื่อง เราเห็นการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆมากขึ้นและต่อเนื่อง”นายผยง กล่าว
สำหรับสถานการณ์ SME ยังมีความท้าทายอยู่ ซึ่งเราไม่สามารถใช้ทักษะหรือรูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมๆ แล้วมุ่งหวังว่า จะได้กำไรแบบเดิมๆได้ เรื่องการ Up Skill เรื่องการลงทุนภาคการผลิตต่างๆเป็นสิ่งสำคัญมาก
นายผยง ประเมินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในรอบหนึ่งเดือนว่า โครงการนี้การออกแบบไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อจีดีพีมากนัก แต่สิ่งที่ต้องติดตามว่า เมื่อหมดโครงการนี้จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อ จะมีการยกระดับผู้ประกอบการคนตัวเล็กที่อยู่ในระบบนี้ให้ได้ต่อเนื่องและทั่วถึงอย่างไรต่อไป จึงจำเป็นต้องยกระดับทักษะต่างๆ
ส่วนกรณีภาคอสังหาริมทรัพย์เปราะบาง มีการปฏิเสธสินเชื่อค่อนข้างสูงนั้น นายผยง มองว่า ต้องพิจารณาก่อนว่า กำลังซื้อในประเทศมีหรือไม่ ถ้าภาคธนาคารช่วยเสริม แต่กลายเป็นการเพิ่มภาระให้กับคนขอสินเชื่อ ซึ่งภาคธนาคารก็ดูอยู่ว่าเกินกำลังหรือไม่ และต้องยอมรับว่า ในขณะนี้รายได้ในประเทศลดลง ธุรกิจได้รับผลกระทบ แล้วรายได้และกำลังซื้อมาจากไหน เราไม่มีดีมานด์ใหม่ และตอนนี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และความจำเป็นต้องคนรุ่นใหม่ที่จะมีครอบครัวก็ลดลง ประกอบกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ไม่นิยมเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย นิยมเช่ามากขึ้น ซึ่งบริบทต่างๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ยืนยันว่า ทางภาคธนาคารอยากอนุมัติให้สินเชื่อแน่นอน แต่ต้องมีความรับผิดชอบที่ต้องไม่เกินกำลังของผู้ซื้อด้วยเช่นกัน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในครึ่งปีหลัง ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งในประเทศ และยอดส่งออกลดลงตลอดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถกระบะ ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ การควบคุมการปล่อยสินเชื่อรถยนต์และภาวะตลาดเคลื่อนตัวช้า ซึ่งยอมรับว่า ต้องการให้มีการกระตุ้นตลาดรถยนต์ ซึ่งตรงนี้กระทบต่อเศรษฐกิจพอสมควร เพราะแรงงานในภาคยานยนต์มีถึง 1 ล้านคน ส่วนภาคส่งออกได้รับผลกระทบจากปัญหาในตะวันออกกลาง
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





