โกลเบล็ก เคาะกรอบบน SET เดือนนี้ 1,650 จุด รับอานิสงส์สินเชื่อโต-กนง. อัปเป้า GDP คัด 5 หุ้นเด่นพื้นฐานแกร่ง

บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนีหุ้นไทยเดือนกรกฎาคมแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,550-1,650 จุด เผชิญแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ แต่ยังได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงช่วยผ่อนคลายเงินเฟ้อ

พร้อมจับตาปัจจัยบวกภายใน ประเทศจากดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนที่พุ่งสูงขึ้น และเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจนหลัง กนง. คงดอกเบี้ยพร้อมปรับเพิ่มเป้า GDP ปี 69 แตะ 2.3% พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นพื้นฐานดี ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK รับมือความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลก

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ GBS เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนกรกฎาคมมีโอกาสแกว่งตัวผันผวนจากแรงกดดันภายนอก โดยเฉพาะกระแสการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหุ้นไทย

แต่อย่างไรก็ตามตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลงแรงกว่า 20-25% ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ช่วยผ่อนคลายความกังวลด้านต้นทุนการผลิตและเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดมีความหวังต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยคาดการณ์กรอบดัชนีไว้ที่ 1,550-1,650 จุด

ปัจจัยบวกภายในประเทศที่ส่งผลต่อการลงทุนในเดือนนี้ ล่าสุดทางสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ได้เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนงวดไตรมาส 3/69 พบว่านักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น เห็นได้จากการลดสัดส่วนการถือครองเงินสดลงจาก 14.8% เหลือ 10.6% ของพอร์ตการลงทุน โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่องและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งนี้ คาดการณ์ดัชนีสิ้นไตรมาส 3 จะอยู่ที่ระดับ 1,608 จุด และปิดสิ้นปีที่ 1,619 จุด

นอกจากนี้ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 2.3% อีกทั้งยังมีสัญญาณบวกจากสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ 17 แห่งที่พลิกกลับมาขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เผยเปิดถึงข้อมูลสินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทย 17 แห่งในช่วงสิ้นเดือน พ.ค.2569 ว่าเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับสุทธิอยู่ที่ 13.84 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.11%YoY พลิกขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันจากหดตัว 22 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากแรงได้รับหนุนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และฐานเปรียบเทียบที่ต่ำในช่วงเดียวกันปีก่อน

ส่วนด้านสหรัฐฯ ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.2% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 4.3% โดยล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 55% ในการคาดการณ์ว่าเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. ซึ่งลดลงจากก่อนหน้านี้ที่ให้น้ำหนัก 64.1%

ปัจจัยท้าทายในเดือนกรกฎาคม ที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลก เริ่มจากเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% พร้อมส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีเพื่อให้เงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% นับเป็นการขยับขึ้นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.00% ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 31 ปี เพื่อสกัดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและลดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อให้กลไกตลาดกลับมาทำงานปกติ

ขณะที่ความคืบหน้าของดีลสันติภาพเริ่มมีความไม่แน่นอน หลังอิหร่านประกาศระงับการเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ จนกว่าจะมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ลงนามร่วมกัน ขณะที่ในฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณอ่อนแอ โดยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 98,000 ตำแหน่ง และการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งทั้งสองตัวเลขต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตสหรัฐฯ ปรับตัวลงสู่ระดับ 53.3 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 54.0

สำหรับเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6-2.0% โดยสะท้อนถึงการฟื้นตัวแบบ K-shaped Recovery ที่การเติบโตยังไม่กระจายตัวสู่ผู้ประกอบการ SME และแรงงานฐานราก แม้ภาคการส่งออกจะยังคงเติบโตได้ดีในช่วง 5 เดือนแรกที่ 17% แต่ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ชะลอตัวลงเหลือ 10.6% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ในระดับที่น่าจับตา โดยคาดการณ์ว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 2.5-3.0% ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังควบคู่ไปกับความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป

นอกจากนี้นักลงทุนควรติดตามประเด็นเศรษฐกิจสำคัญ โดยในประเทศต้องจับตาความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ (3 ก.ค.), ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและเศรษฐกิจการค้า (6 ก.ค.), ภาวะตลาดตราสารหนี้ (7 ก.ค.) และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (8 ก.ค.) รวมถึงการทยอยประกาศงบการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2/69 ภายในวันที่ 21 กรกฎาคม ปิดท้ายด้วยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยจาก ธปท. ในวันที่ 31 กรกฎาคม

สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐฯ (6 ก.ค.), ข้อมูลการค้าและยอดใช้จ่ายภาคครัวเรือนของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ (7-8 ก.ค.), รายงานการประชุม FOMC (8 ก.ค.) และไฮไลท์สำคัญคือการแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปีของประธานเฟด ต่อสภาคองเกรส (14-15 ก.ค.) รวมถึงการประชุมเฟด ครั้งที่ 5/2569 ในวันที่ 28-29 กรกฎาคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางตลาดการเงินโลกในระยะถัดไป

ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวเสริมถึงกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ว่า แนะนำให้เน้นหุ้นพื้นฐานแกร่งที่ได้รับความเชื่อมั่นจากนักวิเคราะห์ตามผลสำรวจของ IAA โดยหุ้นเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับและมีศักยภาพในการเติบโตท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวน