
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับมาตรการสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ กรมฯ ได้เตรียมยกระดับความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้นในการตรวจสอบสินค้า และผู้โดยสารขาออกนอกประเทศ โดยยืนยันว่า แนวทางการตรวจสอบที่เข้มงวดสำหรับผู้โดยสารขาออกนี้ เป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกดำเนินการอยู่แล้ว
โดยแนวทางเบื้องต้น ได้มีการพิจารณาใช้เครื่องเอ็กซเรย์สำหรับสินค้า หรือกระเป๋าเดินที่ต้องสงสัยก่อนโหลด รวมถึงจะมีการใช้สุนัขที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ เพื่อปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หรือหน่วยกู้ภัย (K9) เข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย จากที่ก่อนหน้านี้อาจจะมองว่าการตรวจสอบในลักษณะนี้ จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดี แต่จากสถานการณ์ในขณะนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาแนวทางดังกล่าว เพื่อยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า แม้กรมฯ จะมีนโยบายในการใช้เครื่องเอ็กซเรย์เข้ามาช่วยตรวจสอบสินค้าและกระเป๋าเดินทางขาออกมาขึ้น แต่ยอมรับว่า ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยปัจจุบันได้ของบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาเครื่องเอ็กซเรย์ 2 เครื่องที่ท่าเรือแหลมฉบัง เนื่องจากใช้มานานเกือบ 20 ปี และไม่มีอะไหล่สำรองแล้ว ส่วนเครื่องเอ็กซเรย์ที่จะใช้ในอาคารผู้โดยสารในสนามบินนั้น นายอนุทิน ได้มอบหมายให้ บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) หรือ ทอท. ไปดูว่าจะมีเครื่องเอ็กซเรย์ไหนที่สามารถสนับสนุนการดำเนินงานของกรมศุลกากรในการตรวจสอบสินค้า และผู้โดยสารขาออกได้บ้าง
“ปกติทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับการเข้ามาในประเทศเป็นหลัก แต่บังเอิญว่าไทยโชคร้าย เราไม่ใช่แหล่งผลิตยาเสพติด แต่เราอยู่ใกล้แหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะที่ไทย มี infrastructure ที่เจริญ และดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นถนน สนามบิน ท่าเรือ ตรงนี้ทำให้เราถูกไทยเป็นสะพานในการขนส่งยาเสพติด ดังนั้นเราจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบให้มากขึ้น ต้องพูดตามตรงว่า ปัจจุบันมีตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านเข้า-ออกกว่า 13 ล้านตู้ ผู้เดินทางกว่า 85 ล้านคน กรมศุลกากร คงตรวจ 100% เช็ค 100% ไม่ได้ แต่เราจะใช้ตาข่ายกรอง คือ การวิเคราะห์ข้อมูลที่เข้มข้นขึ้น ว่าผู้โดยสาร หรือคอนเทนเนอร์ไหน พาเซลไหนมีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิด ก็จะเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มข้นทันที” อธิบดีกรมศุลกากร ระบุ
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวอีกว่า การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า และผู้โดยสารขาออก เพื่อป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดออกนอกประเทศนั้น ถือเป็นความท้าทายของกรมศุลกากรทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งผู้ค้ายาเสพติดรู้อยู่แล้วว่าไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว และส่งออกเป็นหลัก
ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้ จึงต้องรักษาสมดุลระหว่างความเข้มข้นในการตรวจสอบ และรายได้ที่จะเข้าประเทศให้ได้ ต้องมีตะแกรง หรือตาข่ายที่ดีในการคัดแยกคนดีออกจากคนไม่ดี คัดแยกตู้คอนเทนเนอร์ที่ใส่ของผิดกฎหมาย ออกจากกลุ่มที่ถูกกฎหมายให้ได้อย่างชัดเจนที่สุด
โดยปัจจุบัน กรมศุลกากรทั่วโลกได้มีการใช้ระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เช่นเดียวกับกรมศุลกากรไทย ที่พยายามเอาข้อมูลทั้งหมดเข้ามาวิเคราะห์ผ่านระบบ AI ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเบื้องต้นที่ได้มีการเริ่มดำเนินการแล้วที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทำให้สามารถจับกุมสินค้าผิดกฎหมายได้จำนวนมาก
ข้อมูลในช่วง 9 เดือนแรก ของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68-มิ.ย.69) พบว่า กรมฯ สามารถจับกุมยาเสพติดแล้วกว่า 1 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 700-800 ล้านบาท จำนวน 100 กว่าคดี ซึ่งเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.), กรมท่าอากาศยาน และการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นต้น
“ยืนยันว่ากรมศุลกากร จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเข้มงวดกวดขันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการลักลอบขนยาเสพติด หรือทำให้มีโอกาสน้อยที่สุด เป็นไปได้น้อยที่สุด ต้องยอมรับว่าไม่มีประเทศไหนพูดได้ชัดเจนว่า Zero Corruption มีแต่ทำให้เกิดน้อย หรือทำให้เกิดน้อยที่สุด ประเทศที่เข้มงวดเรื่องยาเสพติดที่สุดในโลกอย่างออสเตรเลีย ก็ยังแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องพยายามให้เกิดน้อยที่สุด หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ให้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ลำบาก สำหรับแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพื่อไม่ให้มาดำเนินการผิดกฎหมายในบ้านเราได้” อธิบดีกรมศุลกากร กล่าว
โดย คคฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





