
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนระดับสูงของมาเลเซีย และคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมให้การต้อนรับ
โอกาสนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ (Guard of Honour) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Perdana Putra Complex) ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า การต้อนรับอย่างอบอุ่นครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิด และความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น
โดยการหารือครั้งนี้ จะมุ่งเน้นการขยายการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการคมนาคม การยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ผู้ส่งออก และแรงงานไทยสามารถเข้าถึงตลาดมาเลเซียและภูมิภาคได้มากขึ้น สร้างรายได้ การจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการประสานงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือแบบสองฝ่าย (Four-Eye Meeting) กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร และร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
จากนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ก่อนที่ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการขยายธุรกิจของไทยในมาเลเซีย
“รัฐบาลมุ่งให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับมาเลเซียเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ พร้อมร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” น.ส. รัชดา กล่าว

*ไทย-มาเลย์ เห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า-ลงทุน-ท่องเที่ยว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้หารือเต็มคณะ กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ สร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต และรายได้ของประชาชนทั้งสองประเทศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือการเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อให้การเดินทางของประชาชนสะดวกขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน โดยในวันพรุ่งนี้ (10 ก.ค.) นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ จะร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ และด่านบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของไทยกับมาเลเซีย
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญหลายด้าน ทั้งการกลับมาเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ระหว่างจังหวัดสตูลกับเมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-บัตเตอร์เวิร์ธ ให้ใช้ระบบเดียวกัน การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสุไหงโก-ลก – รันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อยกระดับการเดินทางและโลจิสติกส์ของทั้งภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยไทย-มาเลเซีย จะร่วมกันส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศยืนยันความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นตรงกันว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการสร้างสันติภาพต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมบริเวณชายแดน รวมถึงจัดตั้งคณะทำงานร่วมดูแลพื้นที่ริมแม่น้ำโก-ลก และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระหว่างสองประเทศ
ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้ พร้อมเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในสาขาความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงมอบหมายรัฐมนตรีเกษตรของทั้งสองประเทศ หาทางออกร่วมกันในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและประมงให้เร็วที่สุด

ในโอกาสเดียวกัน ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตร ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของทั้งสองประเทศ
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ปี 2570 จะครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-มาเลเซีย จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนผลการหารือครั้งนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจะขับเคลื่อน MOU ที่อยู่ระหว่างการจัดทำระหว่างหน่วยงานของไทยและมาเลเซียให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังชื่นชมบทบาทของไทยในประเด็นเมียนมา โดยมาเลเซียและไทยต่างมองว่าปัญหาเมียนมาจะแก้ไขได้ด้วยการเข้ามามีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งไทย ในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกับเมียนมา ก็ได้มีความพยายามในการแก้ไขความไม่สงบในเมียนมา รวมถึงมีการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมาอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนประเด็นกุ้งและปลากระพง รมว.เกษตร ของทั้งสองประเทศ ได้หาทางออกร่วมกันเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเร่งผลักดันให้การปฏิบัติเกิดขี้นโดยเร็วเพื่อคลี่คลายปัญหาของเกษตรกร
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





