
นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC Confidence Index) เดือนมิ.ย.69 ว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วง 22-29 มิ.ย. 69 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 41.4 ลดลงจากเดือนพ.ค. 69 ซึ่งดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 49.5
ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจ ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแม้ในเดือนมิ.ย.นี้ รัฐบาลจะมีการออกมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 แต่ก็ยังเป็นช่วงเดือนแรก จึงอาจยังไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นได้ชัดเจนมากนัก ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจ ยังมองว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่ช่วยดูแลภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของราคาพลังงานในตลาดโลก อันเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
“ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ยังไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ โดยสัญญาณการชะลอตัวของความเชื่อมั่นยังมีให้เห็น และมีสัญญาณที่จะปรับตัวลดลง” นายวชิร กล่าว
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจความเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจในหลายพื้นที่ ยังมีความหวังว่ารัฐบาลจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 43.1 ลดลงจากเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 43.3
- ภาคกลาง อยู่ที่ 41.7 ลดลงจากเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 41.9
- ภาคตะวันออก อยู่ที่ 46.5 ลดลงจากเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 46.8
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 38.2 ลดลงจากเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 38.6
- ภาคเหนือ อยู่ที่ 42.5 ลดลงจากเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 42.7
- ภาคใต้ อยู่ที่ 41.4 ลดลงจากเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 41.6
โดยมีปัจจัยลบ ได้แก่
1.ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต่อการขนส่งพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์โลก ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อราคาพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์ที่ผันผวนสูง
2.ปัญหาต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการจ้างแรงงาน
3.ความกังวลต่อเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ และรายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายที่สูงขึ้น
4.สถานการณ์ขัดแย้งแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม
5.เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อย จากระดับ 32.527 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นพ.ค.69 มาอยู่ที่ 32.911 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นมิ.ย.
6.ราคาข้าวเปลือกเจ้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มาก
7. ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง ซึ่งทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวในบางพื้นที่
ส่วนปัจจัยบวก ได้แก่
1.ภาครัฐดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ
2.กนง.มีมติเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% และมองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้
3.การส่งออกของไทยเดือนพ.ค. ขยายตัว 10.59%
4.SET Index เดือนมิ.ย.69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.87 จุด
5.ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ปรับตัวลดลง
6.แรงหนุนจากผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดที่เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวและเข้าสู่ตลาดส่งออก ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร
7.กิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทย-ต่างชาติ เข้าสู่พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้มีข้อเสนอแนะไปยังภาครัฐ ดังนี้
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยุงภาคบริการและการจ้างงานในพื้นที่ให้ยังคงเติบโต
- มาตรการแก้หนี้สินให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่อง หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน
- ควรตรึงราคาพลังงาน หรือพยุงราคาน้ำมันที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการผลิต รวมถึงการขนส่ง เพื่อลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ และเพื่อไม่ให้มีการขยับราคาสินค้าขึ้น
- แนวทางรับมือกับปัญหาภัยแล้ง และความพร้อมระบบชลประทาน และจัดหาแหล่งกักเก็บน้าชุมชน หรือวางแผนการเพาะปลูกให้สอดรับกับปริมาณน้ำในพื้นที่
- แก้ไขปัญหาฝุ่น P.M. 2.5 โดยใช้มาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มงวด พร้อมสร้างแรงจูงใจแก่พื้นที่ที่ร่วมมือ
- การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออก และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์





